วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555


พระสุนทรโวหาร นามเดิม ภู่ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สุนทรภู่ (26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 - พ.ศ. 2398) เป็นกวีชาวไทยที่มีชื่อเสียง ได้รับยกย่องเป็น เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย[1] เกิดหลังจากตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 4 ปี และได้เข้ารับราชการเป็นกวีราชสำนักในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อสิ้นรัชกาลได้ออกบวชเป็นเวลาร่วม 20 ปี ก่อนจะกลับเข้ารับราชการอีกครั้งในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเป็นอาลักษณ์ในสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น พระสุนทรโวหาร เจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวังบวร ซึ่งเป็นตำแหน่งราชการสุดท้ายก่อนสิ้นชีวิต
สุนทรภู่เป็นกวีที่มีความชำนาญทางด้านกลอน ได้สร้างขนบการประพันธ์กลอนนิทานและกลอนนิราศขึ้นใหม่จนกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางสืบเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผลงานที่มีชื่อเสียงของสุนทรภู่มีมากมายหลายเรื่อง เช่น นิราศภูเขาทองนิราศสุพรรณ เพลงยาวถวายโอวาท กาพย์พระไชยสุริยา และ พระอภัยมณี เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทกลอนนิทาน และเป็นผลงานที่แสดงถึงทักษะ ความรู้ และทัศนะของสุนทรภู่อย่างมากที่สุด งานประพันธ์หลายชิ้นของสุนทรภู่ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอนนับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เช่น กาพย์พระไชยสุริยา นิราศพระบาท และอีกหลายๆเรื่อง
ปี พ.ศ. 2529 ในโอกาสครบรอบ 200 ปีชาตกาล สุนทรภู่ได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านงานวรรณกรรม ผลงานของสุนทรภู่ยังเป็นที่นิยมในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องตลอดมาไม่ขาดสาย และมีการนำไปดัดแปลงเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ เพลง รวมถึงละคร มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ไว้ที่ตำบลกร่ำ อำเภอแกลงจังหวัดระยอง บ้านเกิดของบิดาของสุนทรภู่ และเป็นที่กำเนิดผลงานนิราศเรื่องแรกของท่านคือ นิราศเมืองแกลง นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์แห่งอื่นๆ อีก เช่น ที่วัดศรีสุดาราม ที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดนครปฐม วันเกิดของสุนทรภู่คือวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี ถือเป็น วันสุนทรภู่ ซึ่งเป็นวันสำคัญด้านวรรณกรรมของไทย มีการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติคุณและส่งเสริมศิลปะการประพันธ์บทกวีจากองค์กรต่างๆ โดยทั่วไป

ะวัติ

[แก้]ต้นตระกูล

บันทึกส่วนใหญ่มักระบุถึงต้นตระกูลของสุนทรภู่เพียงว่า บิดาเป็นชาวบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง มารดาเป็นชาวเมืองอื่น ทั้งนี้เนื่องจากเชื่อถือตามพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง ชีวิตและงานของสุนทรภู่ ต่อมาในภายหลัง เมื่อมีการค้นพบข้อมูลต่างๆ มากยิ่งขึ้น ก็มีแนวคิดเกี่ยวกับต้นตระกูลของสุนทรภู่แตกต่างกันออกไป นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า ฝ่ายบิดาเป็นชาวบ้านกร่ำ เมืองแกลง จริง เนื่องจากมีปรากฏเนื้อความอยู่ใน นิราศเมืองแกลง ถึงวงศ์วานว่านเครือของสุนทรภู่ แต่ความเห็นเกี่ยวกับตระกูลฝ่ายมารดานี้แตกออกเป็นหลายส่วน ส่วนหนึ่งว่าไม่ทราบที่มาแน่ชัด ส่วนหนึ่งว่าเป็นชาวฉะเชิงเทรา และส่วนหนึ่งว่าเป็นชาวเมืองเพชร ก.ศ.ร. กุหลาบ เคยเขียนไว้ในหนังสือ สยามประเภท ว่า บิดาของสุนทรภู่เป็นข้าราชการแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ชื่อขุนศรีสังหาร (พลับ) [2] ข้อมูลนี้สอดคล้องกับบทกวีไม่ทราบชื่อผู้แต่งซึ่งปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ พบที่อนุสาวรีย์สุนทรภู่ จ.ระยอง ว่าบิดาของสุนทรภู่เป็นชาวบ้านกร่ำ ชื่อพ่อพลับ ส่วนมารดาเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ชื่อแม่ช้อย[3] ทว่าแนวคิดที่ได้รับการยอมรับกันค่อนข้างกว้างขวางคือ ตระกูลฝ่ายมารดาของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองเพชร สืบเนื่องจากเนื้อความใน นิราศเมืองเพชร ฉบับค้นพบเพิ่มเติมโดย อ.ล้อม เพ็งแก้ว เมื่อ พ.ศ. 2529[4]

[แก้]วัยเยาว์

สุนทรภู่ มีชื่อเดิมว่า ภู่ เกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลาเช้า 2 โมง (ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายนพ.ศ. 2329) ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง ซึ่งเป็นบริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบันนี้ เชื่อว่าหลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน บิดาออกไปบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำอันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้นสุนทรภู่จึงได้อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง สุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีกสองคน ชื่อฉิมและนิ่ม
เชื่อกันว่า ในวัยเด็กสุนทรภู่ได้ร่ำเรียนหนังสือกับพระในสำนักวัดชีปะขาว (ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามในรัชกาลที่ 4 ว่า วัดศรีสุดาราม อยู่ริมคลองบางกอกน้อย) ตามเนื้อความส่วนหนึ่งที่ปรากฏใน นิราศสุพรรณ[5] ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ในกรมพระคลังสวน[6] แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดีตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม จากสำนวนกลอนของสุนทรภู่ เชื่อว่าผลงานที่มีการประพันธ์ขึ้นก่อนสุนทรภู่อายุได้ 20 ปี (คือก่อนนิราศเมืองแกลง) เห็นจะได้แก่กลอนนิทานเรื่อง โคบุตร[7]
สุนทรภู่ลอบรักกับนางข้าหลวงในวังหลังคนหนึ่ง ชื่อแม่จัน ชะรอยว่าหล่อนจะเป็นบุตรหลานผู้มีตระกูล จึงถูกกรมพระราชวังหลังกริ้วจนถึงให้โบยและจำคุกคนทั้งสอง แต่เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. 2349 จึงมีการอภัยโทษแก่ผู้ถูกลงโทษทั้งหมดถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากสุนทรภู่ออกจากคุกก็เดินทางไปหาบิดาที่เมืองแกลง จังหวัดระยอง การเดินทางครั้งนี้สุนทรภู่ได้แต่ง นิราศเมืองแกลง พรรณนาสภาพการเดินทางต่างๆ เอาไว้โดยละเอียด และลงท้ายเรื่องว่า แต่งมาให้แก่แม่จัน "เป็นขันหมากมิ่งมิตรพิสมัย"[8] ในนิราศได้บันทึกสมณศักดิ์ของบิดาของสุนทรภู่ไว้ด้วยว่า เป็น "พระครูธรรมรังษี" เจ้าอาวาสวัดป่ากร่ำ กลับจากเมืองแกลงคราวนี้ สุนทรภู่จึงได้แม่จันเป็นภรรยา
แต่กลับจากเมืองแกลงเพียงไม่นาน สุนทรภู่ต้องติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่ อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2350 สุนทรภู่ได้แต่ง นิราศพระบาท พรรณนาเหตุการณ์ในการเดินทางคราวนี้ด้วย
สุนทรภู่กับแม่จันมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อหนูพัด ได้อยู่ในความอุปการะของเจ้าครอกทองอยู่ ส่วนหนุ่มสาวทั้งสองมีเรื่องระหองระแหงกันเสมอ จนภายหลังก็เลิกรากันไป
หลังจาก นิราศพระบาท ที่สุนทรภู่แต่งในปี พ.ศ. 2350 ไม่ปรากฏผลงานใดๆ ของสุนทรภู่อีกเลยจนกระทั่งเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2359

[แก้]กวีราชสำนัก

สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์เมื่อ พ.ศ. 2359 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 มูลเหตุในการได้เข้ารับราชการนี้ ไม่ปรากฏแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าอาจแต่งโคลงกลอนได้เป็นที่พอพระทัย ทราบถึงพระเนตรพระกรรณจึงทรงเรียกเข้ารับราชการ แนวคิดหนึ่งว่าสุนทรภู่เป็นผู้แต่งกลอนในบัตรสนเท่ห์ ซึ่งปรากฏชุกชุมอยู่ในเวลานั้น[9] อีกแนวคิดหนึ่งสืบเนื่องจาก "ช่วงเวลาที่หายไป" ของสุนทรภู่ ซึ่งน่าจะใช้วิชากลอนทำมาหากินเป็นที่รู้จักเลื่องชื่ออยู่ ชะรอยจะเป็นเหตุให้ถูกเรียกเข้ารับราชการก็ได้[3]
เมื่อแรกสุนทรภู่รับราชการเป็นอาลักษณ์ปลายแถว มีหน้าที่เฝ้าเวลาทรงพระอักษรเพื่อคอยรับใช้ แต่มีเหตุให้ได้แสดงฝีมือกลอนของตัว เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งกลอนบทละครในเรื่อง "รามเกียรติ์" ติดขัดไม่มีผู้ใดต่อกลอนได้ต้องพระราชหฤทัย จึงโปรดให้สุนทรภู่ทดลองแต่ง ปรากฏว่าแต่งได้ดีเป็นที่พอพระทัย จึงทรงพระกรุณาฯ เลื่อนให้เป็น ขุนสุนทรโวหาร การต่อกลอนของสุนทรภู่คราวนี้เป็นที่รู้จักทั่วไป เนื่องจากปรากฏรายละเอียดอยู่ในพระนิพนธ์ ชีวิตและงานของสุนทรภู่ ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บทกลอนในรามเกียรติ์ที่สุนทรภู่ได้แต่งในคราวนั้นคือ ตอนนางสีดาผูกคอตาย และตอนศึกสิบขุนสิบรถ ฉากบรรยายรถศึกของทศกัณฐ์[9] สุนทรภู่ได้เลื่อนยศเป็น หลวงสุนทรโวหาร ในเวลาต่อมา[10] ได้รับพระราชทานบ้านหลวงอยู่ที่ท่าช้าง ใกล้กับวังท่าพระ และมีตำแหน่งเข้าเฝ้าเป็นประจำ คอยถวายความเห็นเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์และพระนิพนธ์วรรณคดีเรื่องต่างๆ รวมถึงได้ร่วมในกิจการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเป็นหนึ่งในคณะร่วมแต่ง ขุนช้างขุนแผน ขึ้นใหม่
ระหว่างรับราชการ สุนทรภู่ต้องโทษจำคุกเพราะถูกอุทธรณ์ว่าเมาสุราทำร้ายญาติผู้ใหญ่ แต่จำคุกได้ไม่นานก็โปรดพระราชทานอภัยโทษ เล่ากันว่าเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติดขัดบทพระราชนิพนธ์เรื่องสังข์ทอง ไม่มีใครแต่งได้ต้องพระทัย[11] ภายหลังพ้นโทษ สุนทรภู่ได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 เชื่อว่าสุนทรภู่แต่งเรื่อง สวัสดิรักษา ในระหว่างเวลานี้
ในระหว่างรับราชการอยู่นี้ สุนทรภู่แต่งงานใหม่กับแม่นิ่ม มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ชื่อพ่อตาบ

[แก้]ออกบวช (ช่วงตกยาก)

กุฏิวัดเทพธิดารามที่สุนทรภู่บวชจำพรรษา เป็นสถานที่ค้นพบวรรณกรรมที่ทรงคุณค่ามากมายเช่น พระอภัยมณี ฯลฯ ที่ท่านเก็บซ่อนไว้ใต้เพดานหลังคากุฏิของท่าน
สุนทรภู่รับราชการอยู่เพียง 8 ปี เมื่อถึงปี พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต หลังจากนั้นสุนทรภู่ก็ออกบวช แต่จะได้ลาออกจากราชการก่อนออกบวชหรือไม่ยังไม่ปรากฏแน่ชัด แม้จะไม่ปรากฏโดยตรงว่าสุนทรภู่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากราชสำนักใหม่ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ก็ได้รับพระอุปถัมภ์จากพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นอยู่เสมอ เช่น ปี พ.ศ. 2372 สุนทรภู่ได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรเจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว พระโอรสในเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ปรากฏความอยู่ใน เพลงยาวถวายโอวาท นอกจากนั้นยังได้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ และกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ซึ่งปรากฏเนื้อความในงานเขียนของสุนทรภู่บางเรื่องว่า สุนทรภู่แต่งเรื่อง พระอภัยมณี และ สิงหไตรภพ ถวาย
สุนทรภู่บวชอยู่เป็นเวลา 18 ปี ระหว่างนั้นได้ย้ายไปอยู่วัดต่างๆ หลายแห่ง เท่าที่พบระบุในงานเขียนของท่านได้แก่ วัดเลียบ วัดแจ้ง วัดโพธิ์ วัดมหาธาตุ และวัดเทพธิดาราม งานเขียนบางชิ้นสื่อให้ทราบว่า ในบางปี ภิกษุภู่เคยต้องเร่ร่อนไม่มีที่จำพรรษาบ้างเหมือนกัน ผลจากการที่ภิกษุภู่เดินทางธุดงค์ไปที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ปรากฏผลงานเป็นนิราศเรื่องต่างๆ มากมาย และเชื่อว่าน่าจะยังมีนิราศที่ค้นไม่พบอีกเป็นจำนวนมาก
งานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ภิกษุภู่แต่งไว้ก่อนลาสิกขาบท คือ รำพันพิลาป โดยแต่งขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม พ.ศ. 2385

[แก้]ช่วงปลายของชีวิต

ปี พ.ศ. 2385 ภิกษุภู่จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม คืนหนึ่งหลับฝันเห็นเทพยดาจะมารับตัวไป เมื่อตื่นขึ้นคิดว่าตนถึงฆาตจะต้องตายแล้ว จึงประพันธ์เรื่อง รำพันพิลาปพรรณนาถึงความฝันและเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ประสบมาในชีวิต หลังจากนั้นก็ลาสิกขาบทเพื่อเตรียมตัวจะตาย ขณะนั้นสุนทรภู่มีอายุได้ 56 ปี
หลังจากลาสิกขาบท สุนทรภู่ได้รับพระอุปถัมภ์จากเจ้าฟ้าน้อย หรือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ รับราชการสนองพระเดชพระคุณทางด้านงานวรรณคดี สุนทรภู่แต่ง เสภาพระราชพงศาวดาร บทเห่กล่อมพระบรรทม และบทละครเรื่อง อภัยนุราช ถวาย รวมถึงยังแต่งเรื่อง พระอภัยมณี ถวายให้กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพด้วย เมื่อถึงปี พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสถาปนาเจ้าฟ้าน้อยขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สุนทรภู่จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวังบวร มีบรรดาศักดิ์เป็น พระสุนทรโวหาร ช่วงระหว่างเวลานี้สุนทรภู่ได้แต่งนิราศเพิ่มอีก 2 เรื่อง คือ นิราศพระประธม และ นิราศเมืองเพชร
สุนทรภู่พำนักอยู่ในเขตพระราชวังเดิม ใกล้หอนั่งของพระยามนเทียรบาล (บัว) มีห้องส่วนตัวเป็นห้องพักกั้นเฟี้ยมที่เรียกชื่อกันว่า "ห้องสุนทรภู่" เชื่อว่าสุนทรภู่พำนักอยู่ที่นี่ตราบจนสิ้นชีวิต[12] เมื่อปี พ.ศ. 2398 สิริรวมอายุได้ 69 ปี

[แก้]ทายาท

สุนทรภู่มีบุตรชายสามคน คือพ่อพัด เกิดจากภรรยาคนแรกคือแม่จัน พ่อตาบ เกิดจากภรรยาคนที่สองคือแม่นิ่ม และพ่อนิล เกิดจากภรรยาที่ชื่อแม่ม่วง นอกจากนี้ปรากฏชื่อบุตรบุญธรรมอีกสองคน ชื่อพ่อกลั่น และพ่อชุบ
พ่อพัดนี้เป็นลูกรัก ได้ติดสอยห้อยตามสุนทรภู่อยู่เสมอ เมื่อครั้งสุนทรภู่ออกบวช พ่อพัดก็ออกบวชด้วย[13] เมื่อสุนทรภู่ได้มารับราชการกับเจ้าฟ้าน้อย พ่อพัดก็มาพำนักอยู่ด้วยเช่นกัน[12] ส่วนพ่อตาบนั้นปรากฏว่าได้เป็นกวีมีชื่ออยู่พอสมควร[9] เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น ตระกูลของสุนทรภู่ได้ใช้นามสกุลต่อมาว่า ภู่เรือหงส์ เรื่องนามสกุลของสุนทรภู่นี้ ก.ศ.ร. กุหลาบ เคยเขียนไว้ในหนังสือสยามประเภท อ้างถึงผู้ถือนามสกุล ภู่เรือหงส์ ที่ได้รับบำเหน็จจากหมอสมิทเป็นค่าพิมพ์หนังสือเรื่อง พระอภัยมณี[3][14] แต่หนังสือของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ไม่เป็นที่ยอมรับของราชสำนัก ด้วยปรากฏอยู่บ่อยครั้งว่ามักเขียนเรื่องกุ เรื่องนามสกุลของสุนทรภู่จึงพลอยไม่ได้รับการเชื่อถือไปด้วย จนกระทั่ง ศจ.ผะอบ โปษะกฤษณะ ยืนยันความข้อนี้เนื่องจากเคยได้พบกับหลานปู่ของพ่อพัดมาด้วยตนเอง[14]

[แก้]อุปนิสัยและทัศนคติ

[แก้]อุปนิสัย

ตำราโหราศาสตร์ผูกดวงชะตาวันเกิดของสุนทรภู่ไว้เป็นดวงประเทียบ พร้อมคำอธิบายข้างใต้ดวงชะตาว่า "สุนทรภู่ อาลักษณ์ขี้เมา"[9] เหตุนี้จึงเป็นที่กล่าวขานกันเสมอมาว่า สุนทรภู่นี้ขี้เหล้านัก ในงานเขียนของสุนทรภู่เองก็ปรากฏบรรยายถึงความมึนเมาอยู่หลายครั้ง แม้จะดูเหมือนว่า สุนทรภู่เองก็รู้ว่าการมึนเมาสุราเป็นสิ่งไม่ดี ได้เขียนตักเตือนผู้อ่านอยู่ในงานเขียนเสมอ[15] การดื่มสุราของสุนทรภู่อาจเป็นการดื่มเพื่อสังสรรค์และเพื่อสร้างอารมณ์ศิลปิน ด้วยปรากฏว่าเรือนสุนทรภู่มักเป็นที่ครึกครื้นรื่นเริงกับหมู่เพื่อนฝูงอยู่เสมอ[3] นอกจากนี้ยังเล่ากันว่า เวลาที่สุนทรภู่กรึ่มๆ แล้วอาจสามารถบอกกลอนให้เสมียนถึงสองคนจดตามแทบไม่ทัน[9] เมื่อออกบวช สุนทรภู่เห็นจะต้องพยายามเอาชนะใจตัวเองให้ได้ ซึ่งในท้ายที่สุดก็สามารถทำได้
สุนทรภู่มักเปรียบการเมาเหล้ากับการเมารัก ชีวิตรักของสุนทรภู่ดูจะไม่สมหวังเท่าที่ควร หลังจากแยกทางกับแม่จัน สุนทรภู่ได้ภรรยาคนที่สองชื่อแม่นิ่ม นอกจากนี้แล้วยังปรากฏชื่อหญิงสาวมากหน้าหลายตาที่สุนทรภู่พรรณนาถึง เมื่อเดินทางไปถึงหย่อมย่านมีชื่อเสียงคล้องจองกับหญิงสาวเหล่านั้น นักวิจารณ์หลายคนจึงบรรยายลักษณะนิสัยของสุนทรภู่ว่าเป็นคนเจ้าชู้ และบ้างยังว่าความเจ้าชู้นี้เองที่ทำให้ต้องหย่าร้างกับแม่จัน ความข้อนี้เป็นจริงเพียงไรไม่ปรากฏ ขุนวิจิตรมาตราเคยค้นชื่อสตรีที่เข้ามาเกี่ยวพันกับสุนทรภู่ในงานประพันธ์ต่างๆ ของท่าน ได้ชื่อออกมากว่า 12 ชื่อ คือ จัน พลับ แช่ม แก้ว นิ่ม ม่วง น้อย นกน้อย กลิ่น งิ้ว สุข ลูกจันทน์ และอื่นๆ อีก[2] ทว่าสุนทรภู่เองเคยปรารภถึงการพรรณนาถึงหญิงสาวในบทประพันธ์ของตนว่า เป็นไปเพื่อให้ได้อรรถรสในงานประพันธ์เท่านั้น จะถือเป็นจริงเป็นจังมิได้[16] อย่างไรก็ดี การบรรยายความโศกเศร้าและอาภัพในความรักของสุนทรภู่ปรากฏอยู่ในงานเขียนนิราศของท่านแทบทุกเรื่อง สตรีในดวงใจที่ท่านรำพันถึงอยู่เสมอก็คือแม่จัน ซึ่งเป็นรักครั้งแรกที่คงไม่อาจลืมเลือนได้ แต่น่าจะมีความรักใคร่กับหญิงอื่นอยู่บ้างประปราย และคงไม่มีจุดจบที่ดีนัก ใน นิราศพระประธม ซึ่งท่านประพันธ์ไว้เมื่อมีอายุกว่า 60 ปีแล้ว สุนทรภู่ได้อธิษฐานไม่ขอพบกับหญิงทิ้งสัตย์อีกต่อไป[17]
อุปนิสัยสำคัญอีกประการหนึ่งของสุนทรภู่คือ มีความอหังการ์และมั่นใจในความสามารถของตนเป็นอย่างสูง ลักษณะนิสัยข้อนี้ทำให้นักวิจารณ์ใช้ในการพิจารณางานประพันธ์ซึ่งยังเป็นที่เคลือบแคลงอยู่ว่า เป็นผลงานของสุนทรภู่หรือไม่ ความอหังการ์ของสุนทรภู่แสดงออกมาอย่างชัดเจนอยู่ในงานเขียนหลายชุด และถือเป็นวรรคทองของสุนทรภู่ด้วย เช่น
อย่างหม่อมฉันอันที่ดีและชั่วถึงลับตัวแต่ก็ชื่อเขาลือฉาว
เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว   เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร[18] 
หรืออีกบทหนึ่งคือ
หนึ่งขอฝากปากคำทำหนังสือให้สืบชื่อชั่วฟ้าสุธาสถาน
สุนทราอาลักษณ์เจ้าจักรพาฬ     พระทรงสารศรีเศวตเกศกุญชร[19] 
เรื่องความอหังการ์ของสุนทรภู่นี้ เล่ากันว่าในบางคราวสุนทรภู่ขอแก้บทพระนิพนธ์ของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ต่อหน้าพระที่นั่งโดยไม่มีการไว้หน้า ด้วยถือว่าตนเป็นกวีที่ปรึกษา กล้าแม้กระทั่งต่อกลอนหยอกล้อกับพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยที่ไม่ทรงถือโกรธ แต่กลับมีทิฐิของกวีที่จะเอาชนะสุนทรภู่ให้ได้[9] การแก้กลอนหน้าพระที่นั่งนี้อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้สุนทรภู่ล่วงเกินต่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์โดยไม่ได้ตั้งใจ และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุนทรภู่ตัดสินใจออกบวชหลังสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ 2 แล้วก็เป็นได้[9]

[แก้]ทัศนคติ

สุนทรภู่ให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมาก และตอกย้ำเรื่องการศึกษาในวรรณคดีหลายๆ เรื่อง เช่น ขุนแผนสอนพลายงามว่า "ลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศ   เจ้าจงอตส่าห์ทำสม่ำเสมียน"[20] หรือที่พระฤๅษีสอนสุดสาครว่า "รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา   รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี"[21] โดยที่สุนทรภู่เองก็เป็นผู้สนใจใฝ่ศึกษาหาความรู้ และมีความรู้กว้างขวางอย่างยิ่ง เชื่อว่าสุนทรภู่น่าจะร่วมอยู่ในกลุ่มข้าราชการหัวก้าวหน้าในยุคสมัยนั้น ที่นิยมวิชาความรู้แบบตะวันตก ภาษาอังกฤษ ตลอดกระทั่งแนวคิดยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสตรีมากขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่สะท้อนแนวความคิดของสุนทรภู่ออกมามากที่สุดคืองานเขียนเรื่อง พระอภัยมณี ซึ่งโครงเรื่องมีความเป็นสากลมากยิ่งกว่าวรรณคดีไทยเรื่องอื่นๆ ตัวละครมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ตัวละครเอกเช่นพระอภัยมณีกับสินสมุทรยังสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา นอกจากนี้ยังเป็นวรรณคดีที่ตัวละครฝ่ายหญิงมีบทบาททางการเมืองอย่างสูง เช่นนางสุวรรณมาลีและนางละเวงวัณฬาที่สามารถเป็นเจ้าครองเมืองได้เอง นางวาลีที่เป็นถึงที่ปรึกษากองทัพ และนางเสาวคนธ์ที่กล้าหาญถึงกับหนีงานวิวาห์ที่ตนไม่ปรารถนา อันผิดจากนางในวรรณคดีไทยตามประเพณีที่เคยมีมา[22]
ลักษณะความคิดแบบหัวก้าวหน้าเช่นนี้ทำให้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกสมญาสุนทรภู่ว่าเป็น "มหากวีกระฎุมพี"[22] ซึ่งแสดงถึงชนชั้นใหม่ที่เกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อทรัพย์สินเงินทองเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นนอกเหนือไปจากยศถาบรรดาศักดิ์ งานเขียนเชิงนิราศของสุนทรภู่หลายเรื่องสะท้อนแนวคิดด้านเศรษฐกิจ รวมถึงวิจารณ์การทำงานของข้าราชการที่ทุจริตคิดสินบน ทั้งยังมีแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทความสำคัญของสตรีมากยิ่งขึ้นด้วย[22] ไมเคิล ไรท์[note 1] เห็นว่างานเขียนเรื่อง พระอภัยมณี ของสุนทรภู่ เป็นการคว่ำคติความเชื่อและค่านิยมในมหากาพย์โดยสิ้นเชิง โดยที่ตัวละครเอกไม่ได้มีความเป็น "วีรบุรุษ" อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าในตัวละครทุกๆ ตัวกลับมีความดีและความเลวในแง่มุมต่างๆ ปะปนกันไป[23]
อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางงานประพันธ์อันแหวกแนวล้ำยุคล้ำสมัยของสุนทรภู่ ความจงรักภักดีของสุนทรภู่ต่อพระราชวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็ยังสูงล้ำเป็นล้นพ้นอย่างไม่มีวันจางหายไปแม้ในวาระสุดท้าย สุนทรภู่รำพันถึงพระมหากรุณาธิคุณหลายครั้งในงานเขียนเรื่องต่างๆ ของท่าน ในงานประพันธ์เรื่องนิราศพระประธม ซึ่งสุนทรภู่ประพันธ์หลังจากลาสิกขาบท และมีอายุกว่า 60 ปีแล้ว สุนทรภู่เรียกตนเองว่าเป็น "สุนทราอาลักษณ์เจ้าจักรพาฬ   พระทรงสารศรีเศวตเกศกุญชร"กล่าวคือเป็นอาลักษณ์ของ "พระเจ้าช้างเผือก" อันเป็นพระสมัญญานามของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย[24] สุนทรภู่ได้แสดงจิตเจตนาในความจงรักภักดีอย่างไม่เสื่อมคลาย ปรากฏใน นิราศภูเขาทอง ความว่า "จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย   ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา   เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา   ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"[13]

[แก้]ความรู้และทักษะ

เมื่อพิจารณาจากผลงานต่างๆ ของสุนทรภู่ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนนิราศหรือกลอนนิยาย สุนทรภู่มักแทรกสุภาษิต คำพังเพย คำเปรียบเทียบต่างๆ ทำให้ทราบว่าสุนทรภู่นี้ได้อ่านหนังสือมามาก จนสามารถนำเรื่องราวต่างๆ ที่ตนทราบมาแทรกเข้าไปในผลงานได้อย่างแนบเนียน เนื้อหาหลายส่วนในงานเขียนเรื่อง พระอภัยมณี ทำให้ทราบว่า สุนทรภู่มีความรอบรู้แตกฉานในสมุดภาพไตรภูมิ ทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่นำมาดัดแปลงประดิษฐ์เข้าไว้ในท้องเรื่อง เช่น การเรียกชื่อปลาทะเลแปลกๆ และการกล่าวถึงตราพระราหู[25]นอกจากนี้ยังมีความรอบรู้ในวรรณคดีประเทศต่างๆ เช่น จีน อาหรับ แขก ไทย ชวา เป็นต้น[26] นักวิชาการโดยมากเห็นพ้องกันว่า สุนทรภู่ได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีจีนเรื่อง ไซ่ฮั่นสามก๊ก วรรณคดีอาหรับ เช่น อาหรับราตรี รวมถึงเกร็ดคัมภีร์ไบเบิล เรื่องของหมอสอนศาสนา ตำนานเมืองแอตแลนติส ซึ่งสะท้อนให้เห็นอิทธิพลเหล่านี้อยู่ในผลงานเรื่อง พระอภัยมณี มากที่สุด[25]
สุนทรภู่ยังมีความรู้ด้านดาราศาสตร์ หรือการดูดาว โดยที่สัมพันธ์กับความรู้ด้านโหราศาสตร์ ด้วยปรากฏว่าสุนทรภู่เอ่ยถึงชื่อดวงดาวต่างๆ ด้วยภาษาโหร เช่น ดาวเรือไชยหรือดาวสำเภาทอง ดาวธง ดาวโลง ดาวกา ดาวหามผี ทั้งยังบรรยายถึงคำทำนายโบร่ำโบราณ[27] เช่น "แม้นดาวกามาใกล้ในมนุษย์ จะม้วยมุดมรณาเป็นห่าโหง"[28] ดังนี้เป็นต้น
การที่สุนทรภู่มีความรอบรู้มากมายและรอบด้านเช่นนี้ สันนิษฐานว่าสุนทรภู่น่าจะสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลด้านเอกสารสำคัญซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนค่อนข้างน้อยเนื่องจากเป็นช่วงหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาไม่นาน ทั้งนี้เนื่องมาจากตำแหน่งหน้าที่การงานของสุนทรภู่นั่นเอง นอกจากนี้การที่สุนทรภู่มีแนวคิดสมัยใหม่แบบตะวันตก จนได้สมญาว่าเป็น "มหากวีกระฎุมพี"[22] ย่อมมีความเป็นไปได้ที่สุนทรภู่ซึ่งมีพื้นอุปนิสัยใจคอกว้างขวางชอบคบคนมาก น่าจะได้รู้จักมักจี่กับชาวต่างประเทศและพ่อค้าชาวตะวันตก ปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เห็นว่าบางทีสุนทรภู่อาจจะพูดภาษาอังกฤษได้ก็เป็นได้[3] อันเป็นที่มาของการที่พระอภัยมณีและสินสมุทรสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา รวมถึงเรื่องราวโพ้นทะเลและชื่อดินแดนต่างๆ ที่เหล่านักเดินเรือน่าจะเล่าให้สุนทรภู่ฟัง[29]
แต่ไม่ว่าสุนทรภู่จะได้รับข้อมูลโพ้นทะเลจากเหล่าสหายของเขาหรือไม่ สุนทรภู่ก็ยังพรรณนาถึงเรื่องล้ำยุคล้ำสมัยมากมายที่แสดงถึงจินตนาการของเขาเอง อันเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ปรากฏหรือสำเร็จขึ้นในยุคสมัยนั้น เช่น ในผลงานเรื่อง พระอภัยมณี มีเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่สามารถปลูกตึกปลูกสวนไว้บนเรือได้ นางละเวงมีหีบเสียงที่เล่นได้เอง (ด้วยไฟฟ้า) หรือเรือสะเทินน้ำสะเทินบกของพราหมณ์โมรา สุนทรภู่ได้รับยกย่องว่าเป็นจินตกวีที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งแห่งยุคสมัย ปรากฏเนื้อความยืนยันอยู่ในหนังสือ ประวัติสุนทรภู่ของพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ความว่า "...ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น ฝ่ายจินตกวีมีชื่อคือหมายเอาสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเป็นประธานแล้ว มีท่านที่ได้รู้เรื่องราวในทางนี้กล่าวว่าพระองค์มีเอตทัคคสาวกในการสโมสรกาพย์กลอนโคลงฉัณท์อยู่ ๖ นาย คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ๑ ท่านสุนทรภู่ ๑ นายทรงใจภักดิ์ ๑ พระยาพจนาพิมล (วันรัตทองอยู่) ๑ กรมขุนศรีสุนทร ๑ พระนายไวย ๑ ภายหลังเป็นพระยากรุง (ชื่อเผือก) ๑ ในหกท่านนี้แล ได้รับต้นประชันแข่งขันกันอยู่เสมอ..."[30]
ทักษะอีกประการหนึ่งของสุนทรภู่ได้แก่ ความเชี่ยวชำนาญในการเลือกใช้ถ้อยคำอย่างเหมาะสมเพื่อใช้พรรณนาเนื้อความในกวีนิพนธ์ของตน โดยเฉพาะในงานประพันธ์ประเภทนิราศ ทำให้ผู้อ่านแลเห็นภาพหรือได้ยินเสียงราวกับได้ร่วมเดินทางไปกับผู้ประพันธ์ด้วย สุนทรภู่ยังมีไหวพริบปฏิภาณในการประพันธ์ กล่าวได้ว่าไม่เคยจนถ้อยคำที่จะใช้ เล่าว่าครั้งหนึ่งเมื่อภิกษุภู่ออกจาริกจอดเรืออยู่ มีชาวบ้านนำภัตตาหารจะมาถวาย แต่ว่าคำถวายไม่เป็น ภิกษุภู่จึงสอนชาวบ้านให้ว่าคำถวายเป็นกลอนตามสิ่งของที่จะถวายว่า "อิมัสมิงริมฝั่ง อิมังปลาร้า กุ้งแห้งแตงกวา อีกปลาดุกย่าง ช่อมะกอกดอกมะปราง เนื้อย่างยำมะดัน ข้าวสุกค่อนขัน น้ำมันขวดหนึ่ง น้ำผึ้งครึ่งโถ ส้มโอแช่อิ่ม ทับทิมสองผล เป็นยอดกุศล สังฆัสสะ เทมิ"[9]
อันว่า "กวี" นั้นแบ่งได้เป็น 4 จำพวก[31] คือ จินตกวี ผู้แต่งโดยความคิดของตน สุตกวี ผู้แต่งตามที่ได้ยินได้ฟังมา อรรถกวี ผู้แต่งตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และ ปฏิภาณกวีผู้มีความสามารถใช้ปฏิภาณแต่งกลอนสด เมื่อพิจารณาจากความรู้และทักษะทั้งปวงของสุนทรภู่ อาจลงความเห็นได้ว่า สุนทรภู่เป็นมหากวีเอกที่มีความสามารถครบทั้ง 4 ประการอย่างแท้จริง

[แก้]การสร้างวรรณกรรม

งานประพันธ์วรรณคดีในยุคก่อนหน้าสุนทรภู่ คือยุคอยุธยาตอนปลาย ยังเป็นวรรณกรรมสำหรับชนชั้นสูง ได้แก่ราชสำนักและขุนนาง เป็นวรรณกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อการอ่านและเพื่อความรู้หรือพิธีการ เช่น กาพย์มหาชาติ หรือ พระมาลัยคำหลวง[22] ทว่างานของสุนทรภู่เป็นการปฏิวัติการสร้างวรรณกรรมแห่งยุครัตนโกสินทร์ คือเป็นวรรณกรรมสำหรับคนทั่วไป เป็นวรรณกรรมสำหรับการฟังและความบันเทิง[22][32] เห็นได้จากงานเขียนนิราศเรื่องแรกคือ นิราศเมืองแกลง มีที่ระบุไว้ในตอนท้ายของนิราศว่า แต่งมาฝากแม่จัน รวมถึงใน นิราศพระบาท และ นิราศภูเขาทอง ซึ่งมีถ้อยคำสื่อสารกับผู้อ่านอย่างชัดเจน วรรณกรรมเหล่านี้ไม่ใช่วรรณกรรมสำหรับการศึกษา และไม่ใช่สำหรับพิธีการ
สำหรับวรรณกรรมที่สร้างขึ้นโดยหน้าที่ตามที่ได้รับพระบรมราชโองการ มีปรากฏถึงปัจจุบันได้แก่ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน กำเนิดพลายงาม ในสมัยรัชกาลที่ 2 และเสภาพระราชพงศาวดาร ในสมัยรัชกาลที่ 4 ส่วนที่แต่งขึ้นเพื่อถวายแด่องค์อุปถัมภ์ ได้แก่ สิงหไตรภพ เพลงยาวถวายโอวาท สวัสดิรักษา บทเห่กล่อมพระบรรทม และ บทละครเรื่อง อภัยนุราช
งานประพันธ์ของสุนทรภู่เกือบทั้งหมดเป็นกลอนสุภาพ ยกเว้น พระไชยสุริยา ที่ประพันธ์เป็นกาพย์ และ นิราศสุพรรณ ที่ประพันธ์เป็นโคลง ผลงานส่วนใหญ่ของสุนทรภู่เกิดขึ้นในขณะตกยาก คือเมื่อออกบวชเป็นภิกษุและเดินทางจาริกไปทั่วประเทศ สุนทรภู่น่าจะได้บันทึกการเดินทางของตนเอาไว้เป็นนิราศต่างๆ จำนวนมาก แต่หลงเหลือปรากฏมาถึงปัจจุบันเพียง 9 เรื่องเท่านั้น เพราะงานเขียนส่วนใหญ่ของสุนทรภู่ถูกปลวกทำลายไปเสียเกือบหมดเมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม[33]

[แก้]แนวทางการประพันธ์

สุนทรภู่ชำนาญงานประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพอย่างวิเศษ ได้ริเริ่มการใช้กลอนสุภาพมาแต่งกลอนนิทาน โดยมี โคบุตร เป็นเรื่องแรก ซึ่งแต่เดิมมากลอนนิทานเท่าที่ปรากฏมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาล้วนแต่เป็นกลอนกาพย์ทั้งสิ้น[9] นายเจือ สตะเวทิน ได้กล่าวยกย่องสุนทรภู่ในการริเริ่มใช้กลอนสุภาพบรรยายเรื่องราวเป็นนิทานว่า "ท่านสุนทรภู่ ได้เริ่มศักราชใหม่แห่งการกวีของเมืองไทย โดยสร้างโคบุตรขึ้นด้วยกลอนสุภาพ นับตั้งแต่เดิมมา เรื่องนิทานมักเขียนเป็นลิลิต ฉันท์ หรือกาพย์ สุนทรภู่เป็นคนแรกที่เสนอศิลปะของกลอนสุภาพ ในการสร้างนิทานประโลมโลก และก็เป็นผลสำเร็จ โคบุตรกลายเป็นวรรณกรรมแบบฉบับที่นักแต่งกลอนทั้งหลายถือเป็นครู นับได้ว่า โคบุตรมีส่วนสำคัญยิ่งในประวัติวรรณคดีของชาติไทย"[34]
สุนทรภู่ยังได้ปฏิวัติขนบการประพันธ์นิราศด้วย ด้วยแต่เดิมมาขนบการเขียนนิราศยังนิยมเขียนเป็นโคลง ลักษณะการประพันธ์แบบเพลงยาว (คือการประพันธ์กลอน) ยังไม่เรียกว่า นิราศ แม้นิราศรบพม่าที่ท่าดินแดง เดิมก็เรียกว่าเป็นเพลงยาวจดหมายเหตุ มาเปลี่ยนการเรียกเป็นนิราศในชั้นหลัง สุนทรภู่เป็นผู้ริเริ่มการแต่งกลอนนิราศเป็นคนแรกและทำให้กลอนนิราศเป็นที่นิยมแพร่หลาย[35] โดยการนำรูปแบบของเพลงยาวจดหมายเหตุมาผสมกับคำประพันธ์ประเภทกำสรวล[22] กลวิธีการประพันธ์ที่พรรณนาความระหว่างเส้นการเดินทางกับประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตก็เป็นลักษณะเฉพาะของสุนทรภู่ ซึ่งผู้อื่นจะประพันธ์ในแนวทางเดียวกันนี้ให้ได้ใจความไพเราะและจับใจเท่าสุนทรภู่ก็ยังยาก มิใช่แต่เพียงฝีมือกลอนเท่านั้น ทว่าประสบการณ์ของผู้ประพันธ์จะเทียบกับสุนทรภู่ก็มิได้[35] ด้วยเหตุนี้กลอนนิราศของสุนทรภู่จึงโดดเด่นเป็นที่รู้จักยิ่งกว่ากลอนนิราศของผู้ใด และเป็นต้นแบบของการแต่งนิราศในเวลาต่อมา[9]
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากงานกลอน สุนทรภู่ก็มีงานประพันธ์ในรูปแบบอื่นอีก เช่น พระไชยสุริยา ที่ประพันธ์เป็นกาพย์ทั้งหมด ประกอบด้วยกาพย์ยานี กาพย์ฉบัง และกาพย์สุรางคนางค์ ส่วน นิราศสุพรรณ เป็นนิราศเพียงเรื่องเดียวที่แต่งเป็นโคลง ชะรอยจะแต่งเพื่อลบคำสบประมาทว่าแต่งได้แต่เพียงกลอน แต่การแต่งโคลงคงจะไม่ถนัด เพราะไม่ปรากฏว่าสุนทรภู่แต่งกวีนิพนธ์เรื่องอื่นใดด้วยโคลงอีก

[แก้]วรรณกรรมอันเป็นที่เคลือบแคลง

ในอดีตเคยมีความเข้าใจกันว่า สุนทรภู่เป็นผู้แต่ง นิราศพระแท่นดงรัง[9] แต่ต่อมา ธนิต อยู่โพธิ์ ผู้เชี่ยวชาญวรรณคดีไทยและอดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้แสดงหลักฐานพิเคราะห์ว่าสำนวนการแต่งนิราศพระแท่นดงรัง ไม่น่าจะใช่ของสุนทรภู่ เมื่อพิจารณาประกอบกับเนื้อความ เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในชีวิตของสุนทรภู่ และกระบวนสำนวนกลอนแล้ว จึงสรุปได้ว่า ผู้แต่งนิราศพระแท่นดงรัง คือ นายมี หรือ เสมียนมี หมื่นพรหมสมพักสร ผู้แต่งนิราศถลาง[36]
วรรณกรรมอีกชิ้นหนึ่งที่คาดว่าไม่ใช่ฝีมือแต่งของสุนทรภู่ คือ สุภาษิตสอนหญิง แต่น่าจะเป็นผลงานของนายภู่ จุลละภมร ซึ่งเป็นศิษย์[10] เนื่องจากงานเขียนของสุนทรภู่ฉบับอื่นๆ ไม่เคยขึ้นต้นด้วยการไหว้ครู ซึ่งแตกต่างจากสุภาษิตสอนหญิงฉบับนี้
นอกจากนี้ยังมีวรรณกรรมอื่นๆ ที่สงสัยว่าอาจจะเป็นผลงานของสุนทรภู่ ได้แก่ เพลงยาวสุภาษิตโลกนิติ ตำรายาอัฐกาล (ตำราบอกฤกษ์ยามเดินทาง) สุบินนิมิตคำกลอน และตำราเศษนารี[10]

[แก้]การตีพิมพ์ เผยแพร่ และดัดแปลงผลงาน

ในยุคสมัยของสุนทรภู่ การเผยแพร่งานเขียนจะเป็นไปได้โดยการคัดลอกสมุดไทย ซึ่งผู้คัดลอกจ่ายค่าเรื่องให้แก่ผู้ประพันธ์ ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้สันนิษฐานไว้ว่า สุนทรภู่แต่งเรื่อง พระอภัยมณี ขายเพื่อเลี้ยงชีพ[9] ดังนี้จึงปรากฏงานเขียนของสุนทรภู่ที่เป็นฉบับคัดลอกปรากฏตามที่ต่างๆ หลายแห่ง จนกระทั่งถึงช่วงวัยชราของสุนทรภู่ การพิมพ์จึงเริ่มเข้ามายังประเทศไทย โดยมีสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎทรงให้การสนับสนุน โรงพิมพ์ในยุคแรกเป็นโรงพิมพ์หลวง ตีพิมพ์หนังสือราชการเท่านั้น ส่วนโรงพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือทั่วไปเริ่มขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 (ตั้งแต่ พ.ศ. 2401 เป็นต้นไป) [37]
โรงพิมพ์ของหมอสมิทที่บางคอแหลม เป็นผู้นำผลงานของสุนทรภู่ไปตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2413 คือเรื่อง พระอภัยมณี ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างสูง ขายดีมากจนหมอสมิทสามารถทำรายได้สูงขนาดสร้างตึกเป็นของตัวเองได้ หลังจากนั้นหมอสมิทและเจ้าของโรงพิมพ์อื่นๆ ก็พากันหาผลงานเรื่องอื่นของสุนทรภู่มาตีพิมพ์จำหน่ายซ้ำอีกหลายครั้ง[9]ผลงานของสุนทรภู่ได้ตีพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 จนหมดทุกเรื่อง[9] แสดงถึงความนิยมเป็นอย่างมาก สำหรับเสภาเรื่อง พระราชพงศาวดาร กับ เพลงยาวถวายโอวาท ได้ตีพิมพ์เท่าที่จำกันได้ เพราะต้นฉบับสูญหาย จนกระทั่งต่อมาได้ต้นฉบับครบบริบูรณ์จึงพิมพ์ใหม่ตลอดเรื่องในสมัยรัชกาลที่ 6[9]

[แก้]การแปลผลงานเป็นภาษาอื่น

ผลงานของสุนทรภู่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ดังนี้

[แก้]งานดัดแปลง

ใบปิดภาพยนตร์การ์ตูน "สุดสาคร" ของปยุต เงากระจ่าง

[แก้]ละคร

มีการนำกลอนนิทานเรื่อง สิงหไตรภพ มาดัดแปลงเป็นละครหลายครั้ง โดยมากมักเปลี่ยนชื่อเป็น สิงหไกรภพ โดยเป็นละครโทรทัศน์แนวจักร ๆ วงศ์ ๆ และละครเพลงร่วมสมัยโดยภัทราวดีเธียเตอร์[40] นอกจากนี้มีเรื่อง ลักษณวงศ์ และพระอภัยมณี ที่มีการนำเนื้อหาบางส่วนมาดัดแปลง ตอนที่นิยมนำมาดัดแปลงมากที่สุดคือ เรื่องของสุดสาคร
ลักษณวงศ์ ยังได้นำไปแสดงเป็นละครนอก โดยศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี ในปี พ.ศ. 2552 มีกำหนดการแสดงหลายรอบในเดือนพฤศจิกายน[41]

[แก้]ภาพยนตร์

  • พ.ศ. 2509 ภาพยนตร์ พระอภัยมณี ฉบับของ ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา - เพชรา เชาวราษฎร์
  • พ.ศ. 2522 ภาพยนตร์การ์ตูน "สุดสาคร" ผลงานสร้างของ ปยุต เงากระจ่าง
  • พ.ศ. 2545 ภาพยนตร์ พระอภัยมณี ผลิตโดย ซอฟต์แวร์ ซัพพลายส์ อินเตอร์เนชั่ลแนล กำกับโดย ชลัท ศรีวรรณา จับความตั้งแต่เริ่มเรื่อง ไปจนถึงตอน นางเงือกพาพระอภัยมณีหนีจากนางผีเสื้อสมุทร และพระอภัยมณีเป่าปี่สังหารนาง
  • พ.ศ. 2549 โมโนฟิล์ม ได้สร้างภาพยนตร์จากเรื่อง พระอภัยมณี เรื่อง สุดสาคร โดยจับความตั้งแต่กำเนิดสุดสาคร จนสิ้นสุดที่การเดินทางออกจากเมืองการะเวกเพื่อติดตามหาพระอภัยมณี
  • พ.ศ. 2549 ภาพยนตร์การ์ตูน เรื่อง สิงหไกรภพ ความยาว 40 นาที

[แก้]เพลง

บทประพันธ์จากเรื่อง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวง ได้นำไปดัดแปลงเล็กน้อยกลายเป็นเพลง "คำมั่นสัญญา" ประพันธ์ทำนองโดย สุรพล แสงเอก บันทึกเสียงครั้งแรกโดย ปรีชา บุญยเกียรติ ใจความดังนี้
ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทรไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้อยู่ในใต้หล้าสุธาธารขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา
แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพพี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมราเชยผกาโกสุมปทุมทอง
แม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงส์จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สอง[note 2]
ขอติดตามทรามสงวนนวลละอองเป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป... 
อีกเพลงหนึ่งคือเพลง "รสตาล" ของครูเอื้อ สุนทรสนาน คำร้องโดยสุรพล โทณะวนิก ซึ่งใช้นามปากกาว่า วังสันต์[42] ได้แรงบันดาลใจจากบทกลอนของสุนทรภู่ เรื่อง นิราศพระบาท[43] เนื้อหาดังนี้
เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้นเพราะดั้นด้นอยากลิ้มชิมรสหวาน
ครั้นได้รสสดสาวจากจาวตาลย่อมซาบซ่านหวานซึ้งตรึงถึงทรวง
ไหนจะยอมให้เจ้าหล่นลงเจ็บอกเพราะอยากวกขึ้นลิ้นชิมของหวง
อันรสตาลหวานละม้ายคล้ายพุ่มพวงพี่เจ็บทรวงช้ำอกเหมือนตกตาล... 

[แก้]หนังสือและการ์ตูน

งานเขียนของสุนทรภู่โดยเฉพาะกลอนนิทานเรื่อง พระอภัยมณี จะถูกนำมาเรียบเรียงเขียนใหม่โดยนักเขียนจำนวนมาก เช่น พระอภัยมณีฉบับร้อยแก้ว ของเปรมเสรี หรือหนังสือการ์ตูน อภัยมณีซาก้า อีกเรื่องหนึ่งที่มีการนำมาสร้างใหม่เป็นหนังสือการ์ตูนคือ สิงหไตรภพ ในหนังสือ ศึกอัศจรรย์สิงหไกรภพ ที่เขียนใหม่เป็นการ์ตูนแนวมังงะ

[แก้]ชื่อเสียงและคำวิจารณ์

สุนทรภู่นับเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างวรรณคดีประเภทร้อยกรอง หรือ "กลอน" ให้เป็นที่นิยมแพร่หลาย ทั้งยังวางจังหวะวิธีในการประพันธ์แบบใหม่ให้แก่การแต่งกลอนสุภาพด้วย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีรัตนโกสินทร์ ยกย่องความสามารถของสุนทรภู่ว่า "พระคุณครูศักดิ์สิทธิ์คิดสร้างสรรค์ ครูสร้างคำแปดคำให้สำคัญ"[7]
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ "ประวัติสุนทรภู่" ว่าด้วยเกียรติคุณของสุนทรภู่ว่า "ถ้าจะลองให้เลือกกวีไทยบรรดาที่มีชื่อเสียงปรากฏมาในพงศาวดารคัดเอาแต่ที่วิเศษสุดเพียง 5 คน ใครๆ เลือกก็เห็นจะเอาชื่อสุนทรภู่ไว้ในกวีห้าคนนั้นด้วย"[9] เปลื้อง ณ นคร ได้รวบรวมประวัติวรรณคดีไทยในยุคสมัยต่างๆ นับแต่สมัยสุโขทัยไปจนถึงสมัยรัฐธรรมนูญ (คือสมัยปัจจุบันในเวลาที่ประพันธ์) โดยได้ยกย่องว่า "สมัยพุทธเลิศหล้าเป็นจุดยอดแห่งวรรณคดีประเภทกาพย์กลอน ต่อจากสมัยนี้ระดับแห่งกาพย์กลอนก็ต่ำลงทุกที จนอาจกล่าวได้ว่า เราไม่มีหวังอีกแล้วที่จะได้คำกลอนอย่างเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน และเรื่องพระอภัยมณี"[44] โดยที่ในสมัยดังกล่าวมีสุนทรภู่เป็น "บรมครูทางกลอนแปดและกวีเอก"[44] ซึ่งสร้างผลงานอันเป็นที่รู้จักและนิยมแพร่หลายในหมู่ประชาชน ทั้งนี้เนื่องจากกวีนิพนธ์ในยุคก่อนมักเป็นคำฉันท์หรือลิลิตซึ่งประชาชนเข้าไม่ถึง สุนทรภู่ได้ปฏิวัติงานกวีนิพนธ์และสร้างขนบการแต่งกลอนแบบใหม่ขึ้นมา จนเป็นที่เรียกกันทั่วไปว่า "กลอนตลาด" เพราะเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาวบ้านนั่นเอง[44]
นิธิ เอียวศรีวงศ์ เห็นว่า สุนทรภู่น่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมากในสังคมกระฎุมพีช่วงต้นรัตนโกสินทร์ กระฎุมพีเหล่านี้ล้วนเป็นผู้เสพผลงานของสุนทรภู่ และเห็นสาเหตุหนึ่งที่ผลงานของสุนทรภู่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเพราะสอดคล้องกับความคิดความเชื่อของผู้อ่านนั่นเอง[22]
นอกเหนือจากความนิยมในหมู่ประชาชนชาวสยาม ชื่อเสียงของสุนทรภู่ยังแพร่ไปไกลยิ่งกว่ากวีใดๆ ใน เพลงยาวถวายโอวาท สุนทรภู่กล่าวถึงตัวเองว่า
"อย่างหม่อมฉันอันที่ดีและชั่ว ถึงลับตัวแต่ก็ชื่อเขาลือฉาว เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร"[18]
ข้อความนี้ทำให้ทราบว่า ชื่อเสียงของสุนทรภู่เลื่องลือไปไกลนอกเขตราชอาณาจักรไทย แต่ไปถึงอาณาจักรเขมรและเมืองนครศรีธรรมราชทีเดียว
คุณวิเศษแห่งความเป็นกวีของสุนทรภู่จึงอยู่ในระดับกวีเอกของชาติ ศจ.เจือ สตะเวทิน เอ่ยถึงสุนทรภู่โดยเปรียบเทียบกับกวีเอกของประเทศต่างๆ ว่า "สุนทรภู่มีศิลปะไม่แพ้ลามาตีน ฮูโก หรือบัลซัคแห่งฝรั่งเศส... มีจิตใจและวิญญาณสูง อาจจะเท่าเฮเนเลนอ แห่งเยอรมนี หรือลิโอปารดี และมันโซนีแห่งอิตาลี"[7] สุนทรภู่ยังได้รับยกย่องว่าเป็น "เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย"[1] งานวิจัยทุนฟุลไบรท์-เฮย์ส ของคาเรน แอนน์ แฮมิลตัน ได้เปรียบเทียบสุนทรภู่เสมือนหนึ่งเชกสเปียร์หรือชอเซอร์แห่งวงการวรรณกรรมไทย[45]

[แก้]เกียรติคุณและอนุสรณ์

[แก้]บุคคลสำคัญของโลก (ด้านวรรณกรรม)

ปี พ.ศ. 2529 ในโอกาสครบรอบวันเกิด 200 ปีของสุนทรภู่ องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้สุนทรภู่ เป็นบุคคลสำคัญของโลกทางด้านวรรณกรรม นับเป็นชาวไทยคนที่ 5 และเป็นสามัญชนชาวไทยคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้ ในปีนั้น สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์จึงได้จัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือ "อนุสรณ์สุนทรภู่ 200 ปี" และมีการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้นเพื่อส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแพร่ชีวิตและผลงานของสุนทรภู่ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

[แก้]อนุสาวรีย์และหุ่นปั้น

อนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่ วัดศรีสุดาราม
อนุสาวรีย์สุนทรภู่แห่งแรก สร้างขึ้นที่ ต.กร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านบิดาของสุนทรภู่ โดยวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2498 อันเป็นปีที่ครบรอบ 100 ปีการเสียชีวิตของสุนทรภู่ และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 ภายในอนุสาวรีย์มีหุ่นปั้นของสุนทรภู่ และตัวละครในวรรณคดีเรื่องเอกของท่านคือ พระอภัยมณี ที่ด้านหน้าอนุสาวรีย์มี หมุดกวี หมุดที่ 24 ปักอยู่[46]
ยังมีอนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่จังหวัดอื่นๆ อีก ได้แก่ ที่ท่าน้ำหลังวัดพลับพลาชัย ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นจุดที่สุนทรภู่ได้เคยมาตามนิราศเมืองเพชร อันเป็นนิราศเรื่องสุดท้ายของท่าน และเชื่อว่าเพชรบุรีเป็นบ้านเกิดของมารดาของท่านด้วย[47] อนุสาวรีย์อีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่วัดศรีสุดาราม เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เชื่อว่าท่านได้เล่าเรียนเขียนอ่านเมื่อวัยเยาว์ที่นี่ นอกจากนี้มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งสุนทรภู่ ตลอดจนหุ่นขี้ผึ้งในวรรณคดีเรื่อง พระอภัยมณี จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จังหวัดนครปฐม

[แก้]พิพิธภัณฑ์

กุฏิสุนทรภู่ หรือพิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ ตั้งอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ถ.มหาไชย กรุงเทพฯ เป็นอาคารซึ่งปรับปรุงจากกุฏิที่สุนทรภู่เคยอาศัยอยู่เมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่นี่ [48] ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย และมีการจัดกิจกรรมวันสุนทรภู่เป็นประจำทุกปี

[แก้]วันสุนทรภู่

หลังจากองค์การยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้สุนทรภู่เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวรรณกรรมระดับโลกเมื่อปี พ.ศ. 2529 ต่อมาในปีพ.ศ. 2530 นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น และกำหนดให้วันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็น วันสุนทรภู่[49] นับแต่นั้นทุกๆ ปีเมื่อถึงวันสุนทรภู่ จะมีการจัดงานรำลึกถึงสุนทรภู่ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ที่พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ วัดเทพธิดาราม และที่จังหวัดระยอง (ซึ่งมักจัดพร้อมงานเทศกาลผลไม้จังหวัดระยอง) รวมถึงการประกวดแต่งกลอน ประกวดคำขวัญ และการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับสุนทรภู่ในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ

[แก้]รายชื่อผลงาน

งานประพันธ์ของสุนทรภู่เท่าที่มีการค้นพบในปัจจุบันมีปรากฏอยู่เพียงจำนวนหนึ่ง และสูญหายไปอีกเป็นจำนวนมาก ถึงกระนั้นตามจำนวนเท่าที่ค้นพบก็ถือว่ามีปริมาณค่อนข้างมาก เรียกได้ว่า สุนทรภู่เป็น "นักเลงกลอน" ที่สามารถแต่งกลอนได้รวดเร็วหาตัวจับยาก ผลงานของสุนทรภู่เท่าที่ค้นพบในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้

[แก้]นิราศ

  • นิราศเมืองแกลง (พ.ศ. 2349) - แต่งเมื่อหลังพ้นโทษจากคุก และเดินทางไปหาพ่อที่เมืองแกลง
  • นิราศพระบาท (พ.ศ. 2350) - แต่งหลังจากกลับจากเมืองแกลง และต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีในวันมาฆบูชา
  • นิราศภูเขาทอง (ประมาณ พ.ศ. 2371) - แต่งโดยสมมุติว่า เณรหนูพัด เป็นผู้แต่ง ไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดอยุธยา
  • นิราศสุพรรณ (ประมาณ พ.ศ. 2374) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผลงานเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่แต่งเป็นโคลง
  • นิราศวัดเจ้าฟ้า (ประมาณ พ.ศ. 2375) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่วัดเจ้าฟ้าอากาศ (ไม่ปรากฏว่าที่จริงคือวัดใด) ที่จังหวัดอยุธยา
  • นิราศอิเหนา (ไม่ปรากฏ, คาดว่าเป็นสมัยรัชกาลที่ 3) - แต่งเป็นเนื้อเรื่องอิเหนารำพันถึงนางบุษบา
  • รำพันพิลาป (พ.ศ. 2385) - แต่งเมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม แล้วเกิดฝันร้ายว่าชะตาขาด จึงบันทึกความฝันพร้อมรำพันความอาภัพของตัวไว้เป็น "รำพันพิลาป" จากนั้นจึงลาสิกขาบท
  • นิราศพระประธม (พ.ศ. 2385) - เชื่อว่าแต่งเมื่อหลังจากลาสิกขาบทและเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปนมัสการพระประธมเจดีย์ (หรือพระปฐมเจดีย์) ที่เมืองนครชัยศรี
  • นิราศเมืองเพชร (พ.ศ. 2388) - แต่งเมื่อเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าไปธุระราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง นิราศเรื่องนี้มีฉบับค้นพบเนื้อหาเพิ่มเติมซึ่ง อ.ล้อม เพ็งแก้ว เชื่อว่า บรรพบุรุษฝ่ายมารดาของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองเพชรบุรี

[แก้]นิทาน

  • โคบุตร : เชื่อว่าเป็นงานประพันธ์ชิ้นแรกของสุนทรภู่[9] เป็นเรื่องราวของ "โคบุตร" ซึ่งเป็นโอรสของพระอาทิตย์กับนางอัปสร แต่เติบโตขึ้นมาด้วยการเลี้ยงดูของนางราชสีห์
  • พระอภัยมณี : คาดว่าเริ่มประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 และแต่งๆ หยุดๆ เรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นผลงานชิ้นเอกของสุนทรภู่ ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรให้เป็นสุดยอดวรรณคดีไทยประเภทกลอนนิทาน
  • พระไชยสุริยา : เป็นนิทานที่สุนทรภู่แต่งด้วยฉันทลักษณ์ประเภทกาพย์หลายชนิด ได้แก่ กาพย์ยานี 11 กาพย์ฉบัง 16 และกาพย์สุรางคนางค์ 28 เป็นนิทานสำหรับสอนอ่าน เนื้อหาเรียงลำดับความง่ายไปยาก จากแม่ ก กา แม่กน กง กก กด กบ กม และเกย เชื่อว่าแต่งขึ้นประมาณ พ.ศ. 2383 - 2385
  • ลักษณวงศ์ : เป็นนิทานแนวจักรๆ วงศ์ๆ ที่นำโครงเรื่องมาจากนิทานพื้นบ้าน แต่มีตอนจบที่แตกต่างไปจากนิทานทั่วไปเพราะไม่ได้จบด้วยความสุข แต่จบด้วยงานสมโภชศพนางทิพเกสร ชายาของลักษณวงศ์ที่สิ้นชีวิตด้วยการสั่งประหารของลักษณวงศ์เอง
  • สิงหไกรภพ : เชื่อว่าเริ่มประพันธ์เมื่อครั้งถวายอักษรแด่เจ้าฟ้าอาภรณ์ ภายหลังจึงแต่งถวายกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ และน่าจะหยุดแต่งหลังจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพสิ้นพระชนม์ สิงหไตรภพเป็นตัวละครเอกที่แตกต่างจากตัวพระในเรื่องอื่นๆ เนื่องจากเป็นคนรักเดียวใจเดียว

[แก้]สุภาษิต

  • สวัสดิรักษา : คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้าอาภรณ์
  • เพลงยาวถวายโอวาท : คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว
  • สุภาษิตสอนหญิง : เป็นหนึ่งในผลงานซึ่งยังเป็นที่เคลือบแคลงว่า สุนทรภู่เป็นผู้ประพันธ์จริงหรือไม่

[แก้]บทละคร

มีการประพันธ์ไว้เพียงเรื่องเดียวคือ อภัยนุราช ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อถวายพระองค์เจ้าดวงประภา พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

[แก้]บทเสภา

[แก้]บทเห่กล่อมพระบรรทม

น่าจะแต่งขึ้นสำหรับใช้ขับกล่อมหม่อมเจ้าในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว[7] เท่าที่พบมี 4 เรื่องคือ

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ภาพสวยๆ

 ภาพสวยๆ
http://writer.dek-d.com/bananajub555/writer/view.php?id=797107

ร.ศ. 112

ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) เป็นปีที่ฝรั่งเศสได้พื้นที่อาณานิคมอย่างสมบูรณ์โดย พ.ศ.2449 ไทยต้องยกดินแดนต่างๆให้ฝรั่งเศสโดยแลกกับเมืองจันทบุรี เมืองตราด เกาะกง และเมืองด่านซ้าย

ในยุคล่าอาณานิคม ประเทศไทยได้เสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสรวม 5 ครั้ง เป็นพื้นที่ทั้งสิ้น 481,600 ตารางกิโลเมตร นับตั้งแต่ปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โดยไทยต้องยินยอมเสียดินแดนบางส่วนไป เพื่อรักษาเอกราชและดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ทำให้พื้นที่ประเทศไทยเหลืออยู่เพียง 513,600 ตารางกิโลเมตร
ดินแดนที่เสียไปตามลำดับมีดังนี้
1. แคว้นกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ. 2410
2. แคว้นสิบสองจุไทย เมื่อปี พ.ศ. 2431 เป็นพื้นที่ 87,000 ตารางกิโลเมตร
3. ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง อันได้แก่ ประเทศลาวปัจจุบัน ในพื้นที่เมืองหลวงพระบาง เมืองเวียงจันทร์ และอาณาเขตนครจัมปาศักดิ์ตะวันออก ตลอดจนบรรดาเกาะต่าง ๆ ในแม่น้ำโขง เมื่อปี พ.ศ. 2436 หรือที่รู้จักกันดีคือ ร.ศ. 112 เป็นพื้นที่ 143,000 ตารางกิโลเมตร
4. ดินแดนทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง บริเวณที่อยู่ตรงข้ามเมืองหลวงพระบาง และตรงข้ามเมืองปากเซ เมื่อปี พ.ศ. 2446 เป็นพื้นที่ 62,000 ตารางกิโลเมตร เพื่อแลกกับเมืองจันทบุรี ที่ฝรั่งเศสยึดไว้เมื่อ ร.ศ. 112
5. มณฑลบูรพา ได้แก่ พื้นที่เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ เมื่อปี พ.ศ. 2449 เป็นพื้นที่ 51,000 ตารางกิโลเมตร เพื่อแลกกับเมืองตราด เกาะกง และเมืองด่านซ้าย พร้อมทั้งอำนาจศาลไทย ต่อคนในบังคับฝรั่งเศส

ต่อมาประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย เพื่อเตรียมรับสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษและฝรั่งเศสจึงได้ประชุมพิจารณาปรองดองกัน ในปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับอาณานิคมโดยทั่วไป สำหรับประเทศไทยนั้นได้ตกลงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 เป็นพื้นที่ภาคตะวันออก ตั้งแต่มณฑลนครราชสีมาไปทางตะวันออกทั้งหมด เป็นเขตผลประโยชน์ของฝรั่งเศส
ส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่ด้านตะวันตกของมณฑลราชบุรีลงไป เป็นเขตผลประโยชน์ของอังกฤษ
ส่วนที่ 3 คงเหลือเฉพาะพื้นที่ภาคกลางคงเป็นของไทย

สัญญานี้ทำกันเมื่อปี ค.ศ. 1911 แต่เนื่องจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 มหาประเทศคู่สงคราม ต่างพากันอ่อนกำลังลงไป นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยเข้าร่วมสงคราม โดยอยู่ทางฝ่ายพันธมิตร ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ จึงทำให้มีฐานมั่นคงขึ้น
การเสียดินแดนเมื่อ ร.ศ. 112

เป็นการเสียดินแดนครั้งนี้ ฝรั่งเศสได้ถือโอกาสที่เกิดเรื่องกระทบกระทั่งกันทางชายแดน ได้ส่งเรืรบ 2 ลำ เข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 โดยใช้เรือพาณิชย์นำร่องเข้ามาถึงพระนคร แล้วยื่นเงื่อนไขคำขาดกับไทย
ฝ่าย อังกฤษ เห็นพฤติกรรมฝรั่งเศส ที่จะยึดประเทศไทยโดยสิ้นเชิง ก็เข้าประท้วงคุมเชิงอยู่ ฝ่ายรัสเซียพระเจ้าซาร์นิโคลาส ได้มีพระราชโทรเลขไปยังรัฐบาลฝรั่งเศส ให้ยับยั้งการยึดครองประเทศไทย ฝรั่งเศสจึงยอมถอยเรือ กลับไปตามสัญญาลง 3 ธันวาคม 2435 แต่ได้ยึดครองดินแดนฝั่งแม่น้ำโขงไว้โดยสิ้นเชิง

กับเรียกค่าทำขวัญอีก 3 ล้านบาท กับเงินฝรั่งเศสอีก 2 ล้านฟรังค์ พร้อมทั้งยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน 10 ปี รวมทั้งให้ดำเนินคดี พระยอดเมืองขวาง ที่มีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส

ครั้นครบกำหนด 10 ปี ฝรั่งเศสไม่ยอมถอนทหารออกจากจันทบุรี แล้วกลับตั้งเงื่อนไขเรียกร้องให้ยกเขต จัมปาศักดิ์ ให้แก่ฝรั่งเศสอีก รัฐบาลไทยต้องจำยอมตามสัญญาลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2446 แต่แล้วฝรั่งเศสก็ถอยไปยึดจังหวัดตราด และเรียกร้องให้ไทยยอมยกดินแดน 4 จังหวัด เมื่อปี พ.ศ. 2449 เพื่อให้ฝรั่งเศสถอนทหารออกไปจากแผ่นดินไทย รัฐบาลไทยจึงต้องยอมยกให้ไป

ในวันที่ 3 เดือนตุลาคมของปีนั้น(ร.ศ.112/ พ.ศ.2436) ได้เกิดข้อตกลงที่เรียกว่า "สนธิสัญญาสันติภาพ"

ประเด็นสำคัญของสนธิสัญญาดังกล่าวกำหนดให้
1.สยามต้องจ่ายค่าเสียหายที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 3 ล้านฟรังก์
2.สยามยกพื้นที่ประมาณ 40,000-50,000 ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส
3.ฝรั่งเศสยึดเอาจันทบุรีกับตราดไปไว้ในอารักขาอีกนานกว่า 10 ปี (พ.ศ.2436-2447)
*สยามบนปากเหว*

ด้วย มูลค่าความเสียหายที่นับเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล บวกกับมูลค่าความเสียหายทางสังคม ทางจิตวิญญาณ เหตุการณ์ที่ผ่านมาร้อยกว่าปี จึงยังคงเป็นกรณีศึกษาคลาสสิคที่ควรแก่การศึกษา โดยนำเสนอบริบทข้างเคียงของเหตุการณ์ จากหนังสือที่บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวและพิมพ์ขึ้นในยุคนั้น ซึ่งประกอบด้วย
1.Five years in Siam ของเฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ
2.Siam in the Twentieth Century ของ เจ.จี.ดี แคมป์เบลล์
3.Peoples and Politics of the Far East ของเฮนรี่ นอร์แมน
4.Blue Book หรือหนังสือปกน้ำเงิน(ประมวลจดหมายโต้ตอบของรัฐบาลอังกฤษในระหว่าง วิกฤตการณ์) โดยนายสมิธ และนายแคมป์เบลล์นั้นทำงานกับรัฐบาลสยาม ส่วนนายนอร์แมนนั้นเป็นผู้สังเกตการณ์

ทรรศนะของนักเขียนต่างชาติทำให้ประมวลบริบทของสยามในเวลานั้นได้ว่า สยามอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมเพียงใด ทั้งจากปัจจัยภายในคือตัวรัฐสยามเอง และปัจจัยภายนอกจากประเทศที่(ดูเหมือน)เป็นมิตร และประเทศที่เป็นศัตรู ซึ่งพอสรุปได้ว่า

"ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่หลายคนเห็นพ้องต้องกัน ว่า เป็นเหตุให้สยามจำต้องสูญเสียดินแดนในครั้งนี้ คือการขาดแผนที่ ซึ่งระบุเขตแดนของประเทศไว้อย่างชัดเจน...

ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ ผู้บันทึกหลายคนระบุไว้ว่า เป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของสยาม คือวิธีการทูตที่ใช้ในครั้งนั้น ดังเช่นข้อความในโทรเลขที่มาร์คีส์แห่งดัฟเฟอริน(ทูตอังกฤษประจำกรุงปารีส) ส่งถึงเอิร์ลแห่งโรสเบอรี(รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ประเทศอังกฤษ) ลงวันที่ 27 กรกฎาคม ความว่า

"ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า ฝ่ายสยามขาดความช่ำชองในการใช้ภาษาอันแยบยลทางการทูตอย่างชาวยุโรป" ข้อความนี้ตรงกับความเห็นของนายสมิธที่ว่า "ท่าทีและภาษาที่ฝ่ายสยามใช้ตอบข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสนั้น ปั้นปึ่งถือดีเกินขีดการแสดงออกถึงศักดิ์ศรีจนเกินไป และทำให้ฝ่ายศัตรูโกรธ"...ข้อเสียอย่างหนึ่งของฝ่ายสยามคือ "ความรู้สึกต่อต้านอิทธิพลของยุโรปในสยามที่รุนแรงเกินไป""
*เครื่องมือฝรั่งในกองกำลังสยาม*

นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว กองกำลังสยาม ณ เวลานั้น คือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า ศักยภาพของกองทัพสยามมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง *จอร์จ นาธาเนียล เคอร์ซอน* ข้าราชการชาวอังกฤษผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงประจำประเทศอินเดีย กล่าวถึงกองทหารของสยามว่า "แม้ในภาวะที่สยามระดมกำลังทหารเกณฑ์ไว้อย่างเต็มที่ก็ตาม...นโยบายป้องกัน ประเทศของสยามควรเป็นไปเพื่อให้มีกำลังเพียงพอที่จะรักษาพรมแดนและรักษาความ สงบสุขภายใน และหันไปพึ่งพากำลังต่างประเทศเมื่อเกิดภาวะสงครามขึ้นจริงๆ"

ขณะที่นายนอร์แมนแสดงความเห็นถึงกองกำลังสยามว่า "โรงเรียนนายทหารที่มีอาคารและการจัดการอันน่าเกรงขาม มีครูฝึกชาวยุโรปสี่หรือห้านายที่มีอำนาจจำกัด เด็กหนุ่มชาวสยามได้พักอาศัยอย่างสะดวกสบาย ได้รับการเลี้ยงดู และรับเงินเดือน เดือนละ 30 ชิลลิ่ง เพื่อให้สวมเครื่องแบบและเล่นในโรงเรียนที่ไม่มีการฝึกอบรมใดๆ...สยามรับ วิธีการของฝรั่งมา โดยไม่เอาจิตวิญญาณของฝรั่งติดมาด้วย...จริงๆ แล้ว ไม่มีคำว่า "วินัย" ในภาษาสยาม"

ส่วนนายสมิธเล่าถึงความสามารถของ ทหารที่ประจำบนเรือรบของสยามว่า "เป็นทหารที่เพิ่งเกณฑ์มาจากท้องนา นอกจากผู้บัญชาการบนเรือรบแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นที่รู้วิธียิงปืนรบ...นายทหารสามนายที่รักษาการณ์อยู่ก็มี เพียงคนเดียวเท่านั้นที่พูดภาษาสยามได้ อีกสองนายเป็นชาวเดนมาร์กจากกรมแผนที่ และเพิ่งเดินทางเข้ามายังสยามได้ไม่นาน รวมทั้งเป็นอาสาสมัครที่พูดภาษาสยามไม่ได้แม้แต่คำเดียว ในระหว่างการต่อสู้กันนั้น นายทหารเหล่านี้วิ่งจนหอบไปที่ปืนแต่ละกระบอกสลับกัน...พร้อมทั้งออกคำสั่ง เป็นภาษาที่ทหารชาวสยามฟังไม่เข้าใจ"

อย่างไรก็ตามกองกำลังสยามในเวลานั้นก็ไม่ถึงกับสิ้นเขี้ยวเล็บซะทีเดียว "เรือพระที่นั่งมหาจักรี" ซึ่งเรือลาดตระเวนติดปืนอาร์มสตรอง พร้อมระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ความเร็ว 15 น็อต ปืนขนาด 4.7 หอต่อสู้ 2 หอ และหัวเรือที่ใช้ชนได้ ระวางขับน้ำของเรือลำนี้สูงกว่าเรือทั้งสามของฝรั่งเศสรวมกันถึง 600 ตัน เรือที่มีสมรรถนะสูงลำนี้กลับไม่ได้ร่วมสมรภูมิรบ ซึ่งนายนอร์แมนกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า

"คำตอบนั้นง่ายและเจ็บ ปวด รวมทั้งเป็นตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งที่ว่า ในสยามนั้น พระเจ้าแผ่นดินมาก่อนประเทศชาติ เรือพระที่นั่งมหาจักรีจอดอยู่หน้าพระบรมมหาราชวัง ภายใต้คำสั่งที่เข้มงวดไม่ให้เคลื่อนย้าย ยกเว้นเมื่อจำเป็นต้องใช้เป็นพาหนะให้พระเจ้าอยู่หัว...

แต่ถึงจะมี ความตั้งใจใช้เรือลำนี้ก็ตาม คงเป็นไปได้ยาก ข้าพเจ้าเชื่อว่า ตั้งแต่เรือลำนี้มาถึงสยาม ยังไม่มีการลองยิงปืนเลย ไม่มีใครในราชอาณาจักรนี้ ยกเว้นนายทหารชาวเดนมาร์ก 2 หรือ 3 นายเท่านั้นที่รู้วิธีใช้ กระสุนปืนถูกขนขึ้นเรือเป็นครั้งแรกเพียง 2-3 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุที่ปากน้ำ นอกจากนั้นเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่และยุ่งยาก ก็ต้องอาศัยวิศวกรชาวอังกฤษควบคุม ไม่มีชาวสยามคนใดรู้วิธีจัดการกับเครื่องยนต์นี้แม้แต่คนเดียว ส่วนคนในอารักขาของอังกฤษก็ไม่สามารถยื่นมือเข้าช่วยได้"
*ขุนนาง-ราชสำนักสยาม*

นาย นอร์แมนยังกล่าวถึงเสถียรภาพของเหล่าเสนาบดีเวลานั้นว่า "การประชุมของเหล่าเสนาบดีมีสภาพคล้ายกับการทะเลาะกันในร้านเหล้า...เหล่า เสนาบดีไม่มีการทำงานที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว หรือแนวคิดและนโยบาย เมื่อคราวเกิดวิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) ข้าราชการในคณะรัฐบาลสยามขณะนั้นมีความคิดเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย...

ฝ่ายหนึ่งนำโดยพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ สนับสนุนการใช้กำลังตอบโต้ฝรั่งเศส อีกฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มของกรมหลวงเทวะวงศ์ฯ ซึ่งสนับสนุนให้ใช้การทูตเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา หลังจากทรงไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยดำเนินพระราโชบายตามข้อเสนอแนะของกรมหลวงเทวะวงศ์ฯ"

ปัจจัยภายในอีกอย่างที่พึ่งพาไม่ได้คือ ที่ปรึกษาทั่วไป เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ หรือโรแลง ยัคมินส์ ที่นายนอร์แมนวิจารณ์ว่า "มองซิเออร์ยัคมินส์ ในฐานะที่เป็นนักทฤษฎี ไม่ได้วิตกถึงรายละเอียดในทางปฏิบัติอันแท้จริงของกองทหารที่ไร้วินัยและ ทหารเรือหลอกๆ ถ้ากฎหมายระหว่างประเทศระบุว่าพลเมืองมีสิทธิต่อดินแดนของตน ก็เป็นที่ประจักษ์แก่ท่านว่า สยามต้องระลึกถึงและยืนยันสิทธิเหล่านี้

ซึ่งสยามก็รับฟังท่านด้วยความชื่นชม และตอบสนองด้วยความกระตือรือร้น แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้ความเป็นธรรมแก่ท่านด้วยการกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านไม่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงสภาพที่แท้จริงของกองกำลังของสยามตลอดจนวิธีการ อื่นๆ ในการป้องกันประเทศ ดังนั้น ผลลัพธ์จากคำแนะนำของท่านจึงทำให้ท่านรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ดังที่เห็นได้ในวันที่ 14 กรกฎาคม เมื่อท่านพบว่า เรือปืนขนาดเล็กทำด้วยไม้ 2 ลำของฝรั่งเศส ได้แล่นเข้ามาถึงบางกอกได้อย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่ท่านได้รับการยืนยันว่า เรือรบของสยามจะยิงเรือฝรั่งเศสจนเป็นจุณ"
*อำนาจคือเหตุผล*

นอก จากประเด็นความไม่พร้อมด้านต่างๆ ในการรับศึกครั้งนี้ของสยามประเทศแล้ว ปัจจัยคุกคามจากภายนอกเองที่ถาโถมเข้ามาหนักหนา และบางครั้งไม่ใช่เรื่องของเหตุผลเลย ดังข้อความในโทรเลขฉบับหนึ่งซึ่งเอิร์ลแห่งโรสเบอรี่รัฐมนตรีกระทรวงต่าง ประเทศของอังกฤษ ได้รับ มีใจความว่า

"มองซิเออร์เดอแวลล์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของฝรั่งเศส ทราบแก่ใจดีพอๆ กับผมว่า ในสารบบทั้งหมดของฝรั่งเศส ในแผนที่ของฝรั่งเศสทุกแผ่น ในอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ของฝรั่งเศสทุกเล่มนั้น หลวงพระบางเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของสยาม จนกระทั่งถึงปี...และฝรั่งเศสไม่สามารถยึดครองโดยไม่ละเมิดสิทธิ์ที่ได้ยืน ยันไว้อย่างเป็นทางการกับเราว่า จะไม่บั่นทอนบูรณภาพของสยาม"

หรือเหตุผลรัฐบาลฝรั่งเศสส่งเรือปืนอีกสองลำเข้ามาสมทบเรือลูแตง ที่มองซิเออร์ปาวี ทูตฝรั่งเศสประจำบางกอก แจ้งกับฝ่ายไทยว่า ""เพื่อคุ้มครองผู้คนและทรัพย์สินของฝรั่งเศสในสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่แน่ นอน" โดยอ้างว่า...รัฐบาลฝรั่งเศสเพียงแต่ปฏิบัติตามประเทศมหาอำนาจอื่นเท่านั้น

เหตุผล ของฝรั่งเศสข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเลยทีเดียว...อังกฤษส่งเรือชื่อสวิฟต์เข้ามาจอด หน้าสถานทูตของตนภายหลังจากที่เรือลูแตงทอดสมอหน้าสถานทูตฝรั่งเศสแล้วหลาย สัปดาห์ ฉะนั้นฝรั่งเศสจึงไม่ใช่ผู้ปฏิบัติตาม...บรรดาประชากรชาวยุโรปที่อาศัยอยู่ ในบางกอก ซึ่งมีจำนวนประมาณ 600-700 คนนั้น เกินกว่าหนึ่งในสามเป็นชาวอังกฤษ

ส่วนชาวฝรั่งเศสนั้นมีจำนวนน้อยมาก และไม่มีอิทธิพลใดๆ ทางการค้า ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์เดือนกรกฎาคม มีชาวฝรั่งเศสอยู่นอกสถานทูตฝรั่งเศสเพียงสามคนเท่านั้น ตีความง่ายๆ คือ ฝรั่งเศสเป็นห่วงคนของตนมาก ถึงขนาดที่ต้องส่งเรือมาคุ้มครอง "หนึ่งลำต่อคน"

นอกจากนี้ ความจัดเจนในทีท่าข้าศึกของฝรั่งเศส และใช้มันเป็นประโยชน์ ฝรั่งเศสรู้อยู่แก่ใจเกี่ยวกับระบบการทำงาน "หลับกลางวัน ทำงานกลางคืน" ของสยาม

เจ้าพระยาอภัยราชาฯกล่าวไว้ใน จดหมายที่เขียนถึงลูกชายเกี่ยวกับโทรเลขที่ฝรั่งเศสส่งมาไว้ว่า "ลูกอาจถามพ่อว่า ถ้าเราได้รับโทรเลขฉบับนั้นเวลา 10.30 นาฬิกา ในตอนเช้าของวันที่ 13 แล้ว เหตุใดเราจึงไม่ติดต่อกับปาวีทันที โชคร้ายจริงที่เหตุผลเป็นเรื่องโง่เขลา ลูกก็ทราบนี่ว่า เสนาบดีสยามหลับตอนกลางวัน และทำงานตลอดจนประชุมกันในเวลากลางคืน เรื่องนี้ส่งผลให้เมื่อโทรเลขฉบับนั้นมาถึง จึงได้แต่รอกันเงียบๆ โดยไม่บอกให้พ่อรู้ด้วยซ้ำ จนกรมหลวงเทวะวงศ์ฯ ทรงตื่นจากบรรทม ซึ่งพระองค์ทรงตื่นขึ้นตอนที่มีคนได้ยินเสียงยิงปืนใหญ่ที่ปากน้ำนั่น""

สุดท้ายคือ บทบาทของพันธมิตรในยามยากอย่างอังกฤษ ในระยะแรกๆ รัฐบาลอังกฤษอาจมีท่าทีว่าจะช่วยเหลืออยู่บ้าง ก่อนจะผันมาเป็นฝ่ายตะล่อมให้สยามยอมจำนนต่อคำขาดของฝรั่งเศส นายนอร์แมนกล่าวถึงคำปรึกษาที่ลอร์ดโรสเบอรี่บอกผ่านกัปตันโจนส์ ทูตอังกฤษ มายังกรมหลวงเทวะวงศ์ฯ ความว่า

"เนื้อหาของคำปรึกษาที่ข้าพเจ้าได้ ให้แก่รัฐบาลสยามอย่างสม่ำเสมอตลอดมาเป็นไปในทำนองให้หาทางปรองดองกับ ฝรั่งเศสโดยเร็ว เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจะหันเหไปจากทรรศนะดังกล่าว ในขณะนี้...แนวโน้มในข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสมีแต่จะเพิ่มขึ้น และอย่างรวดเร็ว ถ้าสยามยังคงยืนกรานปฏิเสธต่อเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในคำขาดนั้น"

วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 สั่นคลอนความเชื่อมั่นของคนไทย สั่นคลอนความเป็นสถาบันต่างๆ สยามตระหนักในความสามารถของตนเอง และซึมซับรับทราบกับบทบาทของมหาอำนาจทั้งหลาย หลังเหตุการณ์ดังกล่าวจึงติดตามด้วยการแก้ไข ปรับปรุงบ้านเมืองผู้คนครั้งใหญ่

**พระยอดเมืองขวาง เป็นบุตรพระยาไกรเพ็ชร เกิดที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๘๙ นามเดิมชื่อว่า "สมบุญ" ต่อมาได้มาอยู่กรุงเทพฯ และได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างเหมาะสม เข้ารับราชการจนได้ทำงานกับกระทรวงมหาดไทย ได้เลื่อนตำแหน่งมาโดยลำดับจนมาเป็นเจ้าเมืองเชียงขวาง มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยอดเมืองขวาง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ตรงกับสมัยราชกาลที่ ๕ พระยอดเมืองขวางเป็นคนทำงานดีมีความรู้ ความสามารถจึงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากรัชกาลที่ ๕

ได้รับคัด เลือกให้ไปเป็นข้าหลวงแขวงคำม่วนในราชอาณาจักรลาว (ซึ่งในสมัยนั้นรวมอยู่ในราชอาณาจักรสยาม) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๘ พระยอดเมืองขวางได้ไปตั้งค่ายทหารไว้ที่ตำบลขนองม้า (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ?นาแป? หรือ ?นาป่า? เพราะเป็นนาอยู่กลางป่าในหุบเขา) ใกล้พรมแดนญวน ค่ายขนองม้านี้ตั้งขวางช่องทางซึ่งเป็นด่านพรมแดนระหว่างเขตสยามกับญวน เมื่อไปอยู่เมืองคำมวนแล้ว ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยอดเมืองขวาง เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๑
**พุทธศักราช 2434

ฝรั่งเศสได้ ยุแหย่ชาวทุ่งเชียงคำ แขวนเมืองพวน ดินแดนหัวพันทั้งห้าทั้งหก ให้ก่อความไม่สงบขึ้น โดยบุตรเจ้าเมืองไล ชื่อ บางเบียน ได้ชักธงฝรั่งเศสขึ้นที่ทุ่งเชียงคำหลายครั้ง สยามได้ชักธงฝรั่งเศสลงทุกครั้ง และในที่สุด จับตัว บางเบียนคุมตัวไว้ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งหนึ่งที่ฝรั่งเศส หยิบขึ้นมาเป็นเหตุอ้างขึ้นมาคุกคามสยามในภายหลัง เพื่อเป็นเหตุผลในการรุกรานเอาดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
( * หมายเหตุ - การเรียกฝั่งซ้ายขวา จะหันหน้าไปตามทิศทางที่แม่น้ำไหลไป ฝั่งลาวจึงเป็นฝั่งซ้าย )-(และถ้าใช้ทิศเหนือเป็นหลักก็จะเรียกว่าโขงฝั่งซ้าย ซึ่งเป็นฝั่งแขวงเมืองไชยบุรีของลาว และก่อปัญหาสงครามร่มเกล้ากับไทยในเวลาต่อมา)
**พุทธศักราช 2436

อีกสองปีต่อมา เมื่อวันที่ 25 เมษายน ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสส่งกำลังทหารเข้าคุกคามพระราชอาณาเขตสยาม ทางด้านลุ่มน้ำสตรึงบังเหียน ซึ่งเป็นดินแดนด้านลาวและเขมร โดยใช้กำลังขับไล่ทหารสยาม ที่ประจำตามแนวเขต ใช้เวลา 1 เดือน ก็สามารถชักธงฝรั่งเศสขึ้นที่เขมรัฐ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ร.ศ. 112

ในช่วงเวลาเดียวกัน กับการรุกรานทางด้านลุ่มน้ำสตรึงบังเหียน ฝรั่งเศสก็เปิดการรุกรานทางด้านสตรึงเตรง โดยฝรั่งเศสใช้กำลังล่องขึ้นมาตามลำแม่น้ำโขง ขับไล่ หลวงพิพิธสุนทร ข้าหลวงเมืองสตรึงเตรง กับกำลังทหารออกไป แล้วเข้ายึดเมืองโขง หรือสีทันดร ได้เมื่อวันที่ 4 เมษายน ร.ศ. 112 แต่เนื่องจากมองสิเออร์บัสตาร์ด ผู้บังคับการได้รุกเข้ายึดเมืองโดยรีบร้อน ทำให้กองกำลังหนุน ซึ่งนำโดยร้อยเอกทอโรซ์ติดตามไม่ทัน ถูกฝ่ายสยามตีตัดกำลัง จึงขาดเสบียงอาหาร ต้องออกหาเสบียงอาหารเอง และถูกกระแสน้ำพัดไปติดทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง จึงถูกกองกำลังของสยาม ซึ่งนำโดยร้อยโทขุนศุภมาตรา เข้าทำการขับไล่ และจับร้อยเอกทอโรซ์เป็นเชลย ทำให้คนสยามปลื้มกันยกใหญ่ แต่ฝรั่งเศสเสียหน้าอย่างมาก เปิดเกมกดดันสยามอย่างหนัก เพื่อให้ปล่อยร้อยโททอโรซ์ ถึงขนาดจะขับฑูตสยามออกจากประเทศ

ครั้นพอเกิดเหตุการณ์ที่แก่งเจ๊กขึ้น 10 วัน รัฐบาลสยามจึงตัดสินใจปล่อยร้อยโททอโรซ์ไป เพื่อผ่อนคลายวิกฤตการณ์ให้บางเบาลง
**การสู้รบที่บ้านแก่งเจ๊ก

วัน ที่ 23 พฤษภาคม ร.ศ. 112 มองซิเออร์ ลุซ ได้รับคำสั่งจาก มองสิเออร ลานาสซัง ผู้สำเร็จราชการอินโดจีน ได้ใช้กำลังทหารอาสาสมัคร ชาวญวนและเขมร 200 คนเศษ เข้าโอบล้อมตีปล้นค่ายพระยอดเมืองขวาง เจ้าเมืองคำมวน มองซิเออร์ลุซจับกุมพระยอดเมืองขวาง และคณะกรมการเมืองคำม่วนได้ พร้อมทั้งยึดทรัพย์สิน ทั้งของราชการและส่วนตัวเอาไว้ บังคับให้พระยอดเมืองขวางกับพวก ออกไปจากเมืองคำม่วน โดยอ้างว่าเมืองคำม่วนเป็นของญวน ซึ่งตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสแล้ว แต่พระยอดเมืองขวางโต้แย้งว่า เมืองคำม่วนเป็นพระราชอาณาเขตกรุงสยาม หากมีปัญหาจะต้องให้ รัฐบาลฝรั่งเศสและรัฐบาลสยามเป็นผู้ตัดสิน มองสิเออร์ลุซ ยืนยันว่าจะต้องยึดเมืองคำม่วนไว้ก่อน พระยอดเมืองขวางไม่อาจทัดทานกำลังฝรั่งเศส ซึ่งเหนือกว่าได้ จึงต้องยอมออกจากเมืองที่ตนปกครองมาแล้วถึง 8 ปี แต่ก่อนออกไปได้ทำหนังสืออายัดสงวนสิทธิเมือง มอบไว้ให้กับฝ่ายฝรั่งเศส อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่จนถึงวาระสุดท้าย ในตำแหน่งข้าหลวงรักษาราชการเมืองคำม่วนและคำเกิด

ต่อมาอีก 3 วัน มองสิเออร์ลุซ ได้มอบหมายให้ มองสิเออร์กรอสกุรัง นายทหารเกณฑ์หัดคุมทหาร 20 คน นำตัวพระยอดเมืองขวางกับพวก ราว 20 คน ไปส่งที่เมืองท่าอุเทน โดยอ้างว่าหากอยู่ที่เมืองคำม่วนต่อไป จะไม่มีความปลอดภัย เนื่องจากราษฏรเกลียดชัง มองสิเออร์กรอสกุรังได้คุมตัวพระยอดเมืองขวางกับพวก ออกจากเมืองคำม่วนไป ท่ามกลางเสียงร้องไห้อาลัยรักของราษฎร เดินทางไปราว 4 วัน 5 คืน ถึงบ้านนาหลักหิน ปลายเขตแดนติดต่อกัน ระหว่างเมืองคำม่วนกับเมืองท่าอุเทน มองสิเออร์กรอสกุรังกับพวก ไปพักที่บ้านแก่งเจ๊ก พระยอดเมืองขวางกับพวก พักที่ทำเนียบเก่าของตน ห่างจากบ้านพักของฝรั่งเศสชั่วระยะเดิน 15 นาที

หลังจากนั้นอีก 2 วัน มองสิเออร์กรอสกุรัง ได้นำทหาร 10 คน มาจับตัว หลวงอนุรักษ์ ผู้ช่วยพระยอดเมืองขวาง ไปเป็นตัวประกัน โดยอ้างว่าก่อนเดินทางมา หลวงอนุรักษ์ได้พูดกับราษฏรเมืองคำม่วนว่า ต้องทิ้งเมืองคำม่วนมาชั่วคราว อีกไม่ช้าจะต้องกลับมารบเอาเมืองคืนให้ได้ เป็นการยุยงส่งเสริมให้เกิดความไม่สงบมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวานนี้ราษฎรพูดกันว่า พระยอดเมืองขวางจะหนีไปตั้งค่ายที่เวียงกระแสนอีก จึงต้องเอาตัวหลวงอนุรักษ์ไปคุมไว้ ได้เรือมาพร้อมเมื่อไร จะส่งตัวไปเมืองท่าอุเทน พร้อมกับพระยอดเมืองขวาง พระยอดเมืองขวางพูดจาทัดทานก็ไม่เป็นผล ฝรั่งเศสทำร้ายมัดมือ และฉุดกระชากลากตัวหลวงอนุรักษ์ไป ดังเป็นเชลย แล้วไปคุมขังไว้ที่เรือนพักของมองสิเออร์กรอสกุรัง

รุ่งขึ้นพระยอดเมืองขวาง ให้ ขุนวัง ไปพูดจาขอเอาตัวหลวงอนุรักษ์คืน แต่มองสิเออร์กรอสกุรังไม่ยอมให้คืนมา ตกบ่าย ท้าวเพี้ย (ขุนนาง) มาบอกกับพระยอดเมืองขวางว่า มองสิเออร์กรอสกุรังจะมาจับพระยอดเมืองขวางกับพวกด้วย พระยอดเมืองขวางเห็นว่า จะไม่ปลอดภัย จึงยกพวกล่องเรือไปที่ภูเขาเวียงกระแสน พบกับพวกท้าวเพี้ย และไพร่เมืองท่าอุเทนราว 50 คน คุมเสบียงสวนทางขึ้นมา ก็ชวนลงไปที่เมืองกระแสนด้วยกัน

วันที่ 3 มิถุนายน ร.ศ. 112 นายทุ้ย และนายแปลก ซึ่งได้รับคำสั่งจากหลวงวิชิตสรศาสตร์ ข้าหลวงที่ 3 ในหัวเมืองลาวพวน ให้มาช่วยพระยอดเมืองขวาง กับพวกที่ถูกฝรั่งเศสคุมตัว และหาทางให้ฝรั่งเศสถอยไปพ้นจากพระราชอาณาเขต ก็คุมทหาร 50 คน มาพบกับพระยอดเมืองขวาง ที่เวียงกระแสน ได้ปรึกษากันเรื่องจะไปขอตัวหลวงอนุรักษ์คืนจากฝรั่งเศส และวันนั้นเอง พระยอดเมืองขวาง นายทุ้ย นายแปลก พร้อมด้วยกำลังทหาร ก็พากันไปที่แก่งเจ๊ก ขุนวังรับหน้าที่เจรจาของตัวหลวงอนุรักษ์คืน เช่นครั้งก่อน มองสิเออร์กรอสกุรังตอบปฏิเสธผ่าน บุนจัน ล่ามเขมรมาอย่างไม่มีเยื่อใย ขุนวังก็พูดขอศาสตราวุธและทรัพย์สินคืน กับขอให้ฝรั่งเศสถอยออกไปพ้นพระราชอาณาเขตสยาม มองสิเออร์กรอสกุรังตอบผ่านล่ามมาว่า ฝรั่งเศสจะไม่ถอยออกไปอย่างเด็ดขาด ส่วนศาสตราวุธและทรัพย์สินต่างๆ ก็ไม่ได้อยู่ที่ตน ตนจึงคืนให้ไม่ได้

การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ พระยอดเมืองขวางตัดสินใจสั่งให้หลวงอนุรักษ์ ซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วยกระโดดหนี บุนจัน ล่ามเขมรเตือนให้มองสิเออร์กรอสกุรัง รู้ มองสิเออร์กรอสกุรัง ร้องบอกทหารญวนให้เตรียมป้องกัน พลางจับมือหลวงอนุรักษ์ลากเข้าไปในห้อง หลวงอนุรักษ์สะบัดมือหลุด แล้วกระโดดเรือนลงมาหาพระยอดเมืองขวาง จึงเกิดการชุลมุนขึ้น พร้อมๆ กันนั้น เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ถูกทหารสยามชาวโคราช ลูกน้องนายทุ้ยนายแปลก ล้มตาย ตามมาด้วยเสียงปืนอีกสามนัด ถูกทหารสยามตายอีก 2 คน พระยอดเมืองขวางกับนายทุ้ยนายแปลก ร้องห้ามไม่เป็นผล จึงสั่งทหารยิงโต้ตอบกลับไป ได้เกิดไฟลุกไหม้ที่พัก ของมองสิเออร์กรอสกุรังขึ้นในขณะนั้น บุนจันล่ามเขมร ซึ่งถูกปืนที่ขาซ้ายและมือขวา ก็วิ่งหนีลงมาจากเรือนที่ไฟไหม้ พลางร้องขอชีวิต พระยอดเมืองขวางจึงห้ามมิให้ทำร้ายแก่บุนจัน หลวงอนุรักษ์ก็ไปคว้ามือบุนจันมาไว้ ภายหลังชาวเขมรเดนตายผู้นี้ ได้กลายมาเป็นพยานปากเอกของฝ่ายฝรั่งเศส เล่นงานพระยอดเมืองขวางในศาลรับสั่งพิเศษ

ส่วนขุนวัง วีรชนอีกคนซึ่งไม่มีชื่อจารึกในทำเนียบวีรบุรุษ เมื่อเกิดเหตุการณ์ชุลมุนต่อสู้แล้ว ก็ถือดาบวิ่งโรขึ้นไปบนเรือน ปากร้องด่าว่าจะตัดหัวฝรั่ง แต่ไม่ทันจะได้ตัดหัวฝรั่งเศสสมแค้น ก็ถูกลูกกระสุนปืนทหารญวน ยิงสวนมาถึงแก่ความตายทันที ถึงกระนั้นก็ตาม มองสิเออร์กรอสกุรัง ก็หารอดพ้นจากความตายไปไม่ แม้หัวจะไม่ขาดเพราะดาบขุนวัง แต่ขมับก็ทะลุเพราะกระสุนปืนทหารสยามชาวโคราช นอนตายอยู่ในเรือนที่ไฟกำลังลุกโหมอยู่ ความตายของมองสิเออร์กรอสกุรังนี้เอง ที่จักรวรรดินิยมฝรั่งเศสฉวยเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง ในการรุกฆาต เพื่อเชือดเฉือนแผ่นดินสยามฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

ผลจากศึกชิงตัวหลวง อนุรักษ์ครั้งนั้น นอกจากขุนวัง และมองสิเออร์กรอสกุรัง ต้องจบชีวิตแล้ว ทหารฝ่ายสยามตาย 6 คน บาดเจ็บ 4-5 คน ฝ่ายฝรั่งเศสตาย 11-12 คน (แต่ฝรั่งเศสอ้างว่าตาย 16-24 คน) สยามจับเชลยได้ 3 คน คือ งูเยนวันคัน หรือ เหงียนวันคัน ส่วนทหารเชลยอีกคน เข้าใจว่าเสียชีวิตก่อนเดินทาง

มอง สิเออร์ลุซ ซึ่งยึดเมืองคำม่วนอยู่ ได้รายงานให้ มองสิเออร์ลานาสซัง ผู้สำเร็จราชการอินโดจีน ทราบถึงเหตุการณ์ที่แก่งเจ๊กว่า "ขณะเจรจากับพระยอดเมืองขวาง ข้าหลวงสยามประจำเมืองคำม่วน ได้ใช้ปืนรีวอลเวอร์ยิงเอามองสิเออร์กรอสกุรัง ในระยะเผาขน และในเวลาเดียวกันทหารสยามก็ตรูกันเข้าทำร้ายพนักงานรักษาการณ์ พนักงานรักษาการณ์น้อยกว่า จึงสู้ไม่ได้ สยามได้ฉกชิงสิ่งของที่มีในที่พัก เอาไฟเผาที่พักเสีย... " เป็นการเล่นบท หมาป่ากับลูกแกะอย่างทันอกทันใจ

หลังเหตุการณ์ที่บ้านแก่งเจ๊ก ฝรั่งเศสได้ส่งเรือรบบุกรุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เกิดยุทธนาวีที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้น เกิดการยิงสู้รบขึ้น เรือรบและทหารสยามได้ทำการต่อสู้ป้องกันข้าศึกอย่างกล้าหาญ สร้างความเสียหายให้กับเรือรบฝรั่งเศสมากพอสมควร ทหารสยามตาย 8 คน เจ็บ 41 คน สูญหาย 1 คน ราษฎรสยามถูกลูกหลงตาย 1 คน เรือและป้อมเสียหายมาก ทหารฝรั่งเศสตาย 3 คน แต่ด้วยกำลังทหารและอาวุธที่ด้อยกว่ามาก และเกรงว่าฝรั่งเศสจะอ้างเป็นเหตุ ในการเปิดสงครามสู้รบครั้งใหญ่ อันจะทำให้ประเทศสยามต้องตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เพราะกำลังของสยามที่ด้อยกว่า ไม่อาจต้านทาน แสนยานุภาพของฝรั่งเศสที่มีอาวุธเหนือกว่าได้ รัฐบาลสยามจึงจำต้องสั่งให้ทหารยุติการต่อสู้กับฝรั่งเศส

ครั้งวันที่ 20 กรกฎาคม ร.ศ. 112 หลังเกิดเหตุ 7 วัน รัฐบาลฝรั่งเศสก็ได้ยื่นข้อเรียกร้องแก่รัฐบาลสยาม 6 ข้อ ให้ตอบภายใน 48 ชั่วโมง คือ
1. ให้สยามยอมสละกรรมสิทธิ์ทั้งหมด และเคารพสิทธิของญวนและเขมร ในดินแดนเหนือฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมทั้งบรรดาเกาะทั้งหมด ที่อาจมีขึ้นเมื่อน้ำลด หรือในบรรดาที่มีมาก่อนแล้วนั้น ให้เป็น กรรมสิทธิ์ของฝรั่งเศส

2. สยามจะต้องไม่มีค่ายทหารในเขต 25 กม. ตลอดแนวแม่น้ำ รวมทั้งพระตะบอง และเสียมเรียบ สยามจะไม่มีเรือรบไปไว้ หรือใช้ดินแดนในทะเลสาป หรือลำน้ำที่แยกจากแม่น้ำโขง และให้ถอนกองทหารที่ตั้งมั่นอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน

3. ให้เสียค่าปรับไหมแก่ฝรั่งเศส ในเหตุการณ์อุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นที่ทุ่งเชียงคำและที่คำม่วน และทั้งในการที่ได้ทำอันตรายและความเสียหายแก่เรือ และพวกกลาสีเรือฝรั่งเศส ในลำแม่น้ำเจ้าพระยา

4. ให้ลงโทษผู้กระทำผิด และเสียเงินค่าทำขวัญให้แก่ครอบครัวผู้ที่ต้องเสียชีวิต

5. ให้ใช้เงิน 2,000,0000 ฟรังค์ ค่าที่ทำความเสียหายให้แก่ชนชาติฝรั่งเศส

6. ให้จ่ายเงินจำนวน 3,000,000 บาท ทันที มัดจำการที่จะชดใช้เงินค่าเสียหายและเงินค่าทำขวัญรายต่างๆ หรือถ้าไม่สามารถ ก็ต้องยอมให้รัฐบาลฝรั่งเศสถือสิทธิเก็บเงินค่าส่วนสาอากร และสมพัสตร์ในมณฑลพระตะบองและเสียมราฐ

ตราด ในการยึดครองของฝรั่งเศส

ตราด ในการยึดครองของฝรั่งเศส






ตราด ในการยึดครองของฝรั่งเศส



ชุมชนคนท้องถิ่น
: ตราด ในการยึดครองของฝรั่งเศส
โดย เรือนอินทร์ หน้าพระลาน



งาน "วันตราดรำลึก" มีระหว่างวันที่ 23-27 มีนาคม หน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งฝรั่งเศสเข้ายึดครองเมืองตราด

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสได้ขยายอำนาจมาทางตะวันออกของแหลมอินโดจีน ครอบครองญวนและเขมรส่วนนอกทั้งหมด แล้วอ้างสิทธิในดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเดิม ว่าเป็นของญวนและเขมร

ดังนั้น ฝรั่งเศสควรมีสิทธิครอบครองดินแดนนี้ด้วย ฝรั่งเศสใช้กำลังบีบบังคับ ไทยจึงยอมทำสัญญาสงบศึกในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2436 รับว่าดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตลอดทั้งเกาะต่างๆ ในลำน้ำโขงเป็นของฝรั่งเศส

และให้ไทยถอนทหารชายแดนทั้งหมด รวมทั้งเสียค่าปรับ ค่าทำขวัญแก่ฝรั่งเศส โดยรัฐบาลฝรั่งเศสจะยึดครองจันทบุรีไว้จนกว่าไทยจะปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วน

รัฐบาลฝรั่งเศสได้ยึดครองเมืองจันทบุรีเป็นเวลา 10 ปี จึงยอมคืนให้ไทย แต่ขอยึดเมืองตราดไว้แทน วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446 รัฐบาลไทยจึงได้ทำสัญญากับรัฐบาลฝรั่งเศส ยอมยกเมืองตราด และเกาะทั้งหลายภายใต้แหลมลิงลงไปถึงเกาะกูด ตลอดจนถึงเมืองประจันตคีรีเขตต์ (เกาะกง) ให้แก่ฝรั่งเศส

ฝ่ายฝรั่งเศสจึงยอมถอนทหารออกจาก จ.จันทบุรีในปี พ.ศ.2447 ต่อจากนั้นรัฐบาลไทยได้มอบ จ.ตราดและเกาะกงให้แก่ฝรั่งเศสเข้าปกครองตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2447

แล้วในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2449 ไทยทำสัญญากับฝรั่งเศสยกพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองตราด

วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2450 ฝรั่งเศสจึงทำพิธีมอบเมืองตราดอย่างเป็นทางการ ให้แก่ประเทศไทยตามเดิม รวมเวลาที่ จ.ตราด ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน 7 วัน

ข้อมูลทั่วไปจ.ตราด

 ข้อมูลทั่วไปจ.ตราด

ตราประจำจังหวัดตราด


คำขวัญประจำจังหวัด

"เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน
หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา"


ที่ตั้งและอาณาเขต
จังหวัดตราดตั้งอยู่ภาคตะวันออกของประเทศไทยห่างจากกรุงเทพฯ 315 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 2,819 ตร.กม. หรือประมาณ 1,761,875 ไร่ และเป็นพื้นที่ตามเขตปกครองทางทะเล ประมาณ 7,257 ตร.กม. มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน ดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี และประเทศกัมพูชา
ทิศใต้ ติดต่อกับ อ่าวไทยและน่านน้ำทะเลประเทศกัมพูชา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ประเทศกัมพูชา มีทิวเขาบรรทัดเป็นแนวกั้นเขตแดน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี



ภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศ มีอาณาบริเวณทั้งที่เป็นแผ่นดิน และพื้นน้ำ ประกอบด้วยเทือกเขาสูงอุดมด้วยป่าเบญจพรรณ และป่าดิบทางด้านตะวันออก ส่วนบริเวณหมู่เกาะต่างๆ ทางด้านใต้ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงเช่นเดียวกัน ตอนเหนือเป็นที่ราบบริเวณภูเขา ตอนกลางเป็นที่ราบลุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์แล้วลาดลงเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล สภาพภูมิประเทศที่ปรากฏจึงแบ่งเป็น 4 ลักษณะ


1. บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ได้แก่ บริเวณที่ราบตอนกลาง และตะวันออกเหมาะสำหรับทำนาข้าว และปลูกผลไม้
2. ที่ราบบริเวณภูเขา ได้แก่ บริเวณที่ราบตอนบน และตอนกลาง บริเวณนี้มีพื้นที่กว้างขวางมากเนื่องจากมีภูเขากระจายอยู่ทั่วไป เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การทำสวนผลไม้ ยางพารา และปลูกสับปะรด
3. ที่สูงบริเวณภูเขา ได้แก่ บริเวณทางตอนกลางของอำเภอแหลมงอบ และเขตติดต่ออำเภอเขาสมิง นอกจากนี้ยังมีบริเวณที่เป็นเกาะต่างๆ ซึ่งส่วนมากมีสภาพเป็นพื้นที่ป่าไม้
4. ที่ราบต่ำชายฝั่งทะเล ได้แก่ บริเวณชายฝั่งทะเลเกือบตลอดแนว บริเวณพื้นที่แห่งนี้เป็นป่าชายเลนอย่างหนาแน่น และยังเป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์น้ำบางชนิดด้วย


ลักษณะภูมิอากาศ
สภาพอากาศไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัดจนเกินไป เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดมีเกาะต่าง ๆ มากมาย ถึง 52 เกาะ จึงเป็นเสมือนกำแพงกั้นบังคลื่นลม พื้นที่จังหวัดตราดจึงไม่เคยได้รับความเสียหายจากลมพายุเลย ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น มีฝนตกชุกเกือบตลอดปี แบ่งเป็น3ฤดู
ฤดูหนาว มีเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ อากาศไม่หนาวเเย็นมากนักอุณหภูมิเฉลี่ย 20 องศาเซลเซียส
ฤดูร้อน อยู่ระหว่างเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย 34 องศาเซลเซียส
ฤดูฝน อยู่ในช่วงเดือน พฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม


สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป อากาศค่อนข้างร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 26 - 29 องศาเซลเซียส ในปี 2545อุณหภูมิสูงสุด 33.8 องศาเซลเซียส ต่ำสุด 21.8 องศาเซลเซียส มีฝนตกตลอดทั้งปี 220 วัน ปริมาณน้ำฝนวัดได้ 4,398.1 มิลลิเมตร

เขตการปกครอง
จังหวัดตราดแบ่งเขตการปกครองรายอำเภอ ดังนี้
1. เมือง
2. เขาสมิง
3.คลองใหญ่
4. แหลมงอบ
5. บ่อไร่
6. กิ่งอ.เกาะกูด
7. กิ่ง อ. เกาะช้าง




สภาพเศรษฐกิจ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด

ปี พ.ศ.
2547
ปี พ.ศ.
2548
ภาคเกษตร
7,626.00
7,856.00
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้
2,716.00
2,998.00
การประมง
4,910.00
4,858.00
ภาคนอกเกษตร
9,013.00
9,999.00
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน
39.00
50.00
การผลิตอุตสาหกรรม
578.00
634.00
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา
326.00
365.00
การก่อสร้าง
461.00
515.00
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน
2,025.00
2,467.00
โรงแรมและภัตตาคาร
778.00
812.00
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม
1,074.00
1,104.00
ตัวกลางทางการเงิน
513.00
605.00
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ
591.00
594.00
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ
761.00
827.00
การศึกษา
742.00
826.00
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์
545.00
618.00
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่น ๆ
564.00
566.00
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล
17.00
18.00
ผลิตภัณฑ์จังหวัด (ล้านบาท)
16,639.00
17,855.00

ที่มา: สำนักงานคลังจังหวัดตราด

http://61.19.46.171/trat_poc/report/sar/support_management.php?

การเพาะปลูกพืชของจังหวัดตราดในปี พ.ศ. 2548 พืชที่เกษตรกรเพาะปลูกมากที่สุด คือ ยางพารา โดยมีพื้นที่เพาะปลูก 223,478 ไร่ รองลงมา คือ เงาะ มีพื้นที่ 69,401 ไร่ สับปะรด มีพื้นที่ 40,764 ไร่ และทุเรียน 34,543 ไร่ (สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด, http://61.19.46.171/trat_poc/report/sar/support_management.php?)



สภาพสังคม

การศึกษา

ระดับการศึกษา


ปีการศึกษา 2549

จำนวนนักเรียน (คน)
จำนวนห้องเรียนตามแผน (ห้อง)
จำนวนห้องเรียนจัดจริง (ห้อง)
ระดับปฐมวัย
531
21
21
ระดับอนุบาล
5,913
301
298
ระดับประถมศึกษา
20,812
911
911
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
9,304
276
277
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
3,472
120
113
ระดับ ปวช.
0
0
0
ระดับ ปวส. / อนุปริญญา
0
0
0
ระดับอุดมศึกษา
0
0
0


40,032
1,629
1,620

ที่มา: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตราด

http://61.19.46.171/trat_poc/report/sar/support_management.php?

การศาสนา

จังหวัดมีผู้นับถือศาสนาพุทธมากที่สุด รองลงมา คือ ศาสนาอิสลามและคริสต์ โดยมี วัดพุทธในจังหวัดทั้งสิ้น 67 แห่ง มัสยิด 13 แห่ง และโบสถ์คริสต์ 1 แห่ง (สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดตราด และ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตราด, http://61.19.46.171/trat_poc/report/sar/support_management.php?)

การสาธารณสุข

จังหวัด ตราด มีจำนวนโรงพยาบาล แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ โรงพยาบาลของรัฐ ในจังหวัด ดังนี้

โรงพยาบาลของรัฐ 7 แห่ง

โรงพยาบาลของเอกชน 1 แห่ง

สถานีอนามัย 66 แห่ง

ศูนย์บริการสาธารณสุข 1 แห่ง

ประวัติ และภูมิศาสตร์ เมืองตราด

ประวัติ และภูมิศาสตร์ เมืองตราด


คำขวัญ จังหวัดตราด
เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา

ที่มาแห่งความหมาย
เมืองเกาะครึ่งร้อย : จังหวัดตราด ประกอบไปด้วยหมู่เกาะช้าง มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 650 ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วยเกาะต่าง ๆ ที่มากถึง 52 เกาะ เรียงรายตั้งแต่เขตอำเภอแหลมงอบ อำเภอเมือง และอำเภอคลองใหญ่ เกาะที่สำคัญที่สุด คือ เกาะช้าง นอกจากนี้ยังมีเกาะอื่น ๆ ที่ยังคงสภาพความสวยงามตามธรรมชาติได้แก่ เกาะกูด เกาะหมาก เกาะคลุ้ม เกาะเหลายาใน เกาะง่าม เกาะไม้ซี้ใหญ่ เกาะหวาย เกาะรัง ฯลฯ

พลอยแดงค่าล้ำ : พลอยแดง จังหวัดตราด เป็นแหล่งของพลอยแดงน้ำงามที่มีชื่อเสียงโด่งดังในนาม "ทับทิมสยาม" แต่ปัจจุบันแร่พลอยเริ่มหมดไป ทับทิมสยามจึงกลายเป็นสิ่งที่หายาก ปัจจุบันยังพอหาซื้อได้จาก ร้านจำหน่ายเพชรพลอยในตัวเมืองตราด
ระกำแสนหวาน : สุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน มีลักษณะพิเศษ คือ มีอาน หรือขวัญบนแผ่นหลัง มีความฉลาด และซื่อสัตย์ คอกสุนัขหลังอานบริเวณ บริษัท โคคาโคล่า
หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา : อนุสรณ์สถานยุทธนาวีเกาะช้าง จัดสร้างขึ้นบริเวณชายทะเลแหลมงอบ มีอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผันพระพักตร์ไปยังยุทธนาวีเกาะช้างมีการจัดบริเวณและอาคารพิพิธภัณฑ์คล้ายเรือรบ ด้านในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงประวัติศาสตร์ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประวัติการสู้รบของกองทัพเรือไทยกับกองกำลังเรือรบของฝรั่งเศส รอบ ๆ บริเวณอนุสรณ์สถานได้จัดเป็น สวนสำหรับพักผ่อน และจะมีงานฉลอง เพื่อระลึกถึงการทำยุทธนาวีของกองทัพเรือไทย ระหว่างวันที่ 17-21 มกราคมของทุกปี

เมืองตราดสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “กราด” ที่เป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้ทำไม้กวาด ต้นไม้ชนิดนี้มีขึ้นอยู่รอบเมืองตราด ซึ่งในสมัยนั้นมีต้นกราดอยู่เป็นจำนวนมาก แต่พอถึงในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมืองตราดมีชื่อในขณะนั้นว่า “บ้านบางพระ” จังหวัดตราด หรือเมืองทุ่งใหญ่ปรากฏชื่อในทำเนียบหัวเมืองสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2178) ว่าเป็นหัวเมืองชายทะเล สังกัดฝ่ายการต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับด้านการคลัง ตราดเป็นหนึ่งในเมืองท่าชายทะเล ที่มีชัยภูมิเหมาะกับการแวะจอดเรือเพื่อขนถ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า เติมเสบียงอาหาร น้ำจืดบริเวณอ่าวเมืองตราด จึงเป็นแหล่งที่ตั้งชุมชนพ่อค้าชาวจีนที่เดินทางเข้ามาค้าขาย
ตราดนับเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปลายอยุธยา สินค้าที่ส่งออกขายยังแดนไกล โดยเฉพาะของป่า เช่น เขากวาง หนังสัตว์ ไม้หอม และเครื่องเทศต่าง ๆ ล้วนมาจากเขตป่าเขาชายฝั่งทะเลตะวันออก แถบระยอง จันทบุรี ตราด โดยลำเลียงสินค้าผ่านมาตามแม่น้ำเขาสมิง ออกสู่ปากอ่าวตราด
เมื่อครั้งสงครามกู้เอกราชสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเลือกตราดเป็นเมืองหน้าด่านกันชน ทำหน้าที่ส่งเสบียงอาหารก่อนเคลื่อนกองทัพเรือออกจากจันทบุรี
ในสมัยรัชการที่ 1 เมืองตราดยังเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งเช่นเดียวกับในสมัยอยุธยา
ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไทยทำศึกกับเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันท์ซึ่งต่อมาหันไปสวามิภักดิ์กับญวน ไทยกับญวนผิดใจกันจนต้องทำสงครามกันในปี พ.ศ. 2371 ตราดเป็นแหล่งกำลังพล และเสบียงอาหารมีการตั้งป้อมค่ายอยู่ที่บ้านแหลมหิน ปากอ่าวเมืองตราด
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสได้ส่งกองทัพเรือเข้ายึดจันทบุรี ปี ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) และคืนให้ไทยในปี พ.ศ. 2447 โดยแลกกับเมืองตราดตั้งแต่แหลมสิงห์ไปจนถึงเกาะกูด รวมทั้งเมืองปัจจันตคีรีเขตร (เกาะกง) ต่อมารัฐบาลไทยเห็นว่าตราดมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และพลเมืองส่วนใหญ่เป็นคนไทย ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งเศสจึงยินยอมทำสัญญายกเมืองตราดกับเมืองด่านซ้ายฝั่งขวาของแม่น้ำโขง (เมื่อหันหน้าไปทางปากแม่น้ำ) คืนให้กับไทยโดยแลกเปลี่ยนกับพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 โดยฝ่ายไทยมีพระยามหาอำมาตยาธิบดี ซึ่งในขณะนั้นเป็นพระยาศรีเทพตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าผู้แทนรัฐบาลไทย ฝ่ายฝรั่งเศสมีเมอซิเออร์รูซโซเรซิดังเป็นหัวหน้าผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศสได้กระทำพิธีส่ง และรับมอบกัน ณ ศาลากลางจังหวัด และฝรั่งเศสยอมถอนทหารออกไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2450
ในช่วงสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2483-2484) ฝรั่งเศสพยายามเข้ายึดเมืองตราดอีกเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 กองทัพเรือไทยได้เข้าต่อสู้ขัดขวางกองทัพเรือฝรั่งเศสที่ล่วงล้ำน่านน้ำไทยอย่างกล้าหาญ รักษาเมืองยุทธศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ได้
ปี พ.ศ. 2521 เกิดสงครามสู้รบในกัมพูชา ชาวเขมรนับแสนหนีตายทะลักเข้ามาในเขตไทยทางเทือกเขาบรรทัด เขตพรมแดนด้านตะวันออก เส้นทางหลวงหมายเลข 318 จากตัวเมืองตราดเลียบขนานเทือกเขาบรรทัด และชายฝั่งทะเลสู่อำเภอคลองใหญ่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สายสำคัญ เมื่อสงครามสงบลงในปี พ.ศ. 2529 เส้นทางสายนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นเส้นทางการค้าระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณตลาดหาดเล็ก สุดเขตชายแดนไทย และเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางต่อไปยังเกาะกง
การขุดพบ “พลอยแดง” หรือ “ทับทิมสยาม” ในเขตอำเภอบ่อไร่เมื่อปี พ.ศ. 2514 ก่อกระแสการตื่นพลอย ผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ามาแสวงโชคที่นี่ความเจริญทุกด้านมุ่งสู่บ่อไร่จนกลายเป็นเมืองใหญ่คู่กับตัวเมืองตราด พื้นที่ที่เคยเป็นป่าทึบกลายเป็นหลุมบ่อ เมื่อทรัพย์สินในดินเริ่มหมดไป ในปี พ.ศ. 2534 บ่อไร่กลายเป็นเมืองร้าง เหลือไว้เพียงอาคารร้านค้าซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ


สัญลักษณ์ประจำจังหวัดตราด
ธงช้าง
ธงช้าง
ธงช้าง ธงชาติไทยในสมัย ร.๔-ร.๕ โปรดเกล้าให้เอาจักรออกคงเหลือแต่ รูปช้างเผือกและใช้ต่อมาตลอดสมัย ร.๕ เป็นธงชาติไทยผืนแรกเรียกว่า "ธงช้าง


ตราประจำจังหวัดตราด
ตราประจำจังหวัดตราด
รูปเรือใบแล่นในทะเลกับโป๊ะของชาวประมง เบื้องหลังเป็นเกาะ หมายถึง จังหวัดตราดมีเกาะเป็นจำนวนมาก และเกาะที่ใหญ่ที่สุดเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปคือเกาะช้างการที่มีพื้นที่ติดกับทะเลราษฎรจึงยึดถือการประมงเป็นอาชีพหลัก มาแต่โบราณ


ธงประจำจังหวัดตราด
ธงประจำจังหวัดตราด
ลักษณะพื้นสีแดงและสีน้ำเงินตรงกลางมีตราประจำจังหวัด


ต้นไม้ดอกประจำจังหวัดตราด ไม้กฤษณา
ต้นไม้ดอกประจำจังหวัดตราด ไม้กฤษณา
หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ไม้หอม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Agilaria Malaccansis Link พบในป่าดงดิบของจังหวัดตราด เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20-30 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นตรง เรือนยอดเป็นพุ่มทรงเจดีย์ เนื้อไม้มีสีขาว ต้นไม้ชนิดนี้หากมีบาดแผลซึ่งอาจเกิดจากการตัด แมงเจาะใช หรือเป็นโรคจะขับสารชนิดหนึ่งที่อยู่ในลำต้นออกมาทำหน้าที่ ต้านความผิดปกติเหล่านั้น ทำให้บริเวณที่เกิดแผลดังกล่าวเปลี่ยน เป็นสีดำและก่อตัวเป็นผลึก ทำให้เกิดความแข็งแกร่งของเนื้อไม้ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "กฤษณา" มีกลิ่นหอม ความผิดปกติ จะขยายไปเรื่อยๆ ทำให้สีดำมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแก่นกฤษณา ที่มีสีดำนั้น ถือว่าเป็นไม้คุณภาพชั้นหนึ่ง มีราคาสูงมาก หากมีสีน้ำตาลเทา คุณภาพจะรองลงมา ถ้ามีสีเหลืองปนดำ ถือว่าเป็นคุณภาพต่ำ ซึ่งไม้กฤษณาเป็นสินค้าที่นำมาทำ หัวน้ำหอม ตลอดจนเครื่องหอม หลายชนิด นับวันจะหายากขึ้น เพราะกฤษณาไม้ได้เกิดกับไม้หอมทุกชนิด ปัจจุบันตราดมีหลายพื้นที่ที่เกษตรกรนำมาปลูกเป็นการทดแทนผลไม้ ที่มีราคาถูกลง และอีกประการหนึ่งตลาดยังมีความต้องการมากเนื่องจาก เป็นเครื่องหอมทีประกอบผลิตภัณฑ์ให้กับพี่น้องชาวมุสลิมอีกด้วย


ลักษณะภูมิประเทศ
จังหวัดตราด เป็นจังหวัดชายแดนติดต่อกับประเทศกัมพูชา มีทิวเขาบรรทัดยาว156 กิโลเมตรเป็นพรมแดนด้านตะวันออก ด้านตะวันตกมีชายฝั่งทะเลยาว 156.5 กิโลเมตร มีเกาะ 52 เกาะ เกาะช้างเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด (มีเนื้อที่ 650 ตารางกิโลเมตร) สภาพพื้นที่โดยทั่วไปมีความยาวมากกว่าความกว้าง ตอนบนและตอนกลางมีความยาวใกล้เคียงกัน
ตอนใต้มีลักษณะเรียวทอดยาวลงไป จังหวัดตราดมีสัณฐานคล้ายหัวช้าง ส่วนกว้างที่สุดของจังหวัด จากตำบลแสนตุ้ง อำเภอเขาสมิง ถึงแนวเทือกเขาบรรทัด ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราดเป็นระยะทาง 49 กิโลเมตรส่วนที่ยาวที่สุดจากทิศเหนือของตำบลหนองบอน อำเภอบ่อไร่ ถึงตอนใต้สุดของตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ เป็นระยะทางประมาณ125 กิโลเมตร และส่วนที่แคบที่สุดวัดจากบ้านโขดทราย ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จากฝั่งทะเลตะวันตกถึงแนวเทือกเขาบรรทัดมีระยะเพียง 500 เมตร
จังหวัดตราดมีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น จันทบุรี ระยอง ชลบุรี เป็นต้น พื้นที่มีลักษณะเป็นลูกคลื่นหรือลูกฟูก และเนินเขาเตี้ยๆ ทางตอนบนของจังหวัดเป็นภูเขาและที่สูง ในตอนกลางมีที่ราบแคบ ทางตอนบนบางแห่งและชายฝั่งทะเลตอนใต้ช่วง เทือกเขาบรรทัดติดกับจังหวัดจันทบุรี เป็นเทือกเขาหินแกรนิตมีความแข็งแกร่ง


ที่ตั้ง
จังหวัดตราด เป็นจังหวัดสุดท้ายที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออก ตั้งอยู่ระหว่างละติจูด(เส้นรุ้ง)ที่ 11 องศา 34 ลิบดา กับละติจูดที่ 12 องศา 45 ลิบดาเหนือ และเส้นลองติจูด(เส้นแวง)ที่ 102 องศา 15 ลิบดา ถึง 102 องศา 55 ลิบดาตะวันออก มีพื้นที่ทั้งหมด 2,819 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,761,875 ไร่ คิดเป็นเนื้อที่ประมาณร้อยละ 0.42 ของพื้นที่ประเทศ และร้อยละ 7.72 ของภาคตะวันออก มีขนาดพื้นที่เป็นอันดับที่ 56 ของประเทศ ตัวจังหวัดตราดอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท)เป็นระยะทางประมาณ 385 กิโลเมตร หรือตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 37 (สายบางนา-ชลบุรี-บ้านบึง-แกลง-จันทบุรี-ตราด) เป็นระยะทางประมาณ 315 กิโลเมตร


อาณาเขตติดต่อ
จังหวัดตราดตั้งอยู่ภาคตะวันออกของประเทศไทยห่างจากกรุงเทพฯ 315 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 2,819 ตร.กม. หรือประมาณ 1,761,875 ไร่ และเป็นพื้นที่ตามเขตปกครองทางทะเล ประมาณ 7,257 ตร.กม. มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน ดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี และประเทศกัมพูชา
ทิศใต้ ติดต่อกับ อ่าวไทยและน่านน้ำทะเลประเทศกัมพูชา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ประเทศกัมพูชา มีทิวเขาบรรทัดเป็นแนวกั้นเขตแดน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี

สภาพภูมิอากาศ
จากการที่หมู่เกาะช้างเป็นเกาะซึ่งมีทะเลล้อมรอบทำให้อุณหภูมิบริเวณเกาะช้างเหมาะแก่การพักผ่อน คือ ไม่ร้อนจัด หรือหนาวจนเกินไป สำหรับอิทธิพลจากมรสุมนั้น เกาะช้างได้รับอิทธิพลทั้งจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จากอิทธิพลดังกล่าวทำให้เกิดข้อจำกัดในการเดินทางด้วยเรือบริเวณเกาะช้างคือ ในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ประมาณเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ชายฝั่งด้านตะวันตกซึ่งเป็นด้านรับลมจะเป็นคลื่นลมแรง ไม่สามารถเดินทางด้วยเรือได้ หลังเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่มีคลื่นน้อยที่สุด ฉะนั้นการเดินทางไปเกาะช้าง หรือหมู่เกาะต่างๆ ค่อนข้างจะสะดวก พื้นที่บางส่วนของจังหวัดเป็นเกาะอยู่ในทะเลอ่าวไทยโดยส่วนมาก ทำให้ตราดมีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวทางทะเลอยู่มากโดยมีเกาะถึง 52 เกาะ
สภาพภูมิอากาศ จังหวัดตราดมีอากาศไม่ร้อนจัด หรือหนาวจนเกินไป แต่มีฝนตกชุกมาก เพราะมีพื้นที่ติดทะเลและภูเขาโอบล้อม จึงทำให้รับอิทธิพลของลมมรสุม แบ่งออกเป็น 3 ฤดู
ฤดูหนาว เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ช่วงเดือนพ.ย.-ก.พ. อากาศไม่หนาวมากนัก อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20 องศาเซลเซียส
ฤดูร้อน เป็นช่วงระหว่างเดือน มี.ค.-เม.ย. อุณหภูมิโดยเฉลี่ยไม่เกิน 34 องศาเซลเซียส
ฤดูฝน เกิดจากอิทธิพลลมมรสุมตัวันตกเฉียงใต้พัดผ่านทะเลอ่าวไทย ในช่วงเดือน พ.ค.-ต.ค ของทุกปี ทำให้มีฝนตกชุกในเกือบทุกพื้นที่ โดยเฉลี่ยจะมีปริมาณน้ำฝน 4,000 มม.ต่อปี

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ระเบิดสำหรับพวกขี้เกียจเรียน

สารพัดวิธีทำระเบิด

ระเบิดเจลาติน

ใครทำตามตายขึ้นมาไม่รู้นะเฟร้ย ผู้ทำควรเป็นคนที่ชำนาญมากๆ หรือก็เบื่อชีวิตสุดๆเท่านั้น

ระเบิดอันนี้ต้องเก็บเย็นมากๆครับ อย่าให้เกิน 0 องศา C เด็ดขาดไม่งั้นตู้พัง

สัดส่วนผสม
1. ไนโตรกรีคอล 75% (หาเองเฟ้ย ผสมจาก Antifreeze ได้ แต่ไม่สอน เด๋วคนทำตายก่อน)
2. ดินปืน IMR แบบไร้ควัน 6% (ซื้อจากร้านไฟแช๊คดูป๊อง)
3. โปรแตสเซียมไนเตรท (หาไม่ได้ก็อย่าทำเลย ตายเปล่า)
4. แป้งขนมปัง (งงดิ งงใช่มะ)

ผสมล่ะนะ
1. เอาโปแตสเซียมไนเตรทกับไนโตรกรีคอล ระวังระเบิดล่ะ เพราะไนโตรกรีคอลมันระเบิดง่ายมากๆ ควรใส่ถุงมือตลอดเลยนะ
2. ผสมแป้งมันกับโวเดียมคาร์บอเนต แล้วเอาข้อ 1 ผสมเข้าจนเป็นเนื้อเดียวกันนะ ผสมช้าๆ เบาๆ อย่าให้มือขาดล่ะ
3. ผสม IMR เข้าไปหลังจากสารทั้งคู่เป็นเนื้อเดียวกันแล้ว แล้วผสมต่อให้ IMR เข้าเป็นเนื้อเดียวกันด้วย

เอาไปใช้ให้เร็วที่สุด เพราะมันด้านง่าย ระเบิดเองก็ง่าย ถ้าจะเก็บก็อย่าให้เกิน 10C เด็ดขาด อัตราระเบิดอยู่ที่ 7700 เมตรต่อวิฯ

เตือนอีกที เฉพาะคนที่อยากตายหรือชำนาญมากๆ ค่อยทำ
ผมผสมแล้ว โต๊ะพังไป 1 ตัว กางเกง 4 ตัว

ระเบิดขวด (ไม่ใช้ระเบิดมาทอฟนะ)
สิ่งที่ต้องใช้
1. กรดไฮโดรคลอริค หาได้จากน้ำยาล้างห้องน้ำ ฟุตบาท ลานจอดรถ
2. ขวดน้ำอัดลม (พลาสติก) ขนาด 1 - 3 ลิตร (2 ลิตรดีที่สุด)
3. ตะกั่วแผ่น หาซื้อจากร้านเครื่องใช้ในบ้าน

วิธีทำ
1. ม้วนตะกั่วแผ่นเป็นแท่งยาวๆ แล้วตัดเป็นแท่งเล็กๆ แท่งละ 3 นิ้ว ให้ได้ 7 - 8 แท่ง
2. เทกรดไฮโดรคลอริคลงในขวด (กรุณาใช้กรวยกรอกน้ำ เสียดายน้ำยา) สูง 2 นิ้ว
3. ยัดตะกั่วแผ่นที่ม้วนแล้วลงไป 7 - 8 แท่งต่อขวด
4. เขย่าแรงๆ 1 ทีแล้วโยน
5. หนีดิ อยู่หาสวรรค์วิมาราอาราย (คำเตือน...คำเตือน...คุณมีเวลา 25 วินาทีก่อนการระเบิด)

อานุภาพ
ระเบิดนี้เสียงดังมากกกก ขวด 2 ลิตรเสียงเท่า TNT ครึ่งแท่ง แต่ความรุนแรงห่างกันไกล กระนั้น! มันก็แรงพอจะฉีกมือออกจากข้อมือสบายๆ จากการทดลองเอาใส่ท่อเหล็กปิดฝา ฝาที่ทำจากหน้าจานตาบอด (แผ่นเหล็กตันทรงกลม) กระเด็นขึ้นไปตกที่ชั้น 3 (ใช้ส่วนผสมตามที่ให้ไว้)

เตือนอีกที ใครอยากครบ 32 อย่ามั่วทำ ถ้าไปทำใครตาย หรือทำแล้วตาย หรือไม่ตายก็รับผิดชอบเอาเองนะ

ระเบิดลูกเทนนิส ระเบิดเพลิงงี่เง่า

อุปกรณ์ที่ต้องใช้
1. ลูกเทนนิสถูกๆ
2. มีดถูกๆ
3. คลอรีนผสมน้ำในสระ เอาแบบเข้มๆหน่อยก็ดี
4. น้ำมันก๊าด ผมใช้แบบที่ใส่เครื่องตัดหญ้า
5. กรวยกรอกน้ำ

วิธีทำ
1. เอามีดมา แทงลูกเทนนิสให้เป็นรู 1 รู กว้างแค่พอจะยัดกรวยเข้าไปได้
2. อัดคลอรีนเข้าไปในลูกเทนนิสให้เต็มเลย
3. เทน้ำมันก๊าดใส่เข้าไปให้ชุ่มคลอรีนแล้วโยนไปไกลๆ

อานุภาพ
10 วินาทีหลังจากคลอรีนเปียกหมดแล้ว บอลจะพ่นควันฟู่ๆๆ แล้วลุกเป็นไฟ ฟู่มมมม! ความรุนแรงแค่พอไหม้มือได้ แต่ห้ามคว้างใส่คนนะ ระเบิดปัญญาอ่อนนี่ใช้ระเบิดรถ/ ถังน้ำมัน/ ปั้มน้ำมันได้ดีเป็นพิเศษ เพราะลูกเทนนิสมันเด้งดี ระเบิดรุ่นนี้ก็เป็นระเบิดเพลิงด้วย ลองเปลี่ยนจากลูกเทนนิสเป็นปิงปองดูก็ใช้ได้เหมือนกัน

ใครเอาไปทำความเสียหายรับผิดชอบเอาเอง เผยแพร่เพื่อการศึกษาเท่านั้นเฟร้ย

ระเบิดงี่เง่า2

อุปกรณ์ที่ต้องใช้
1. ลูกเทนนิส(อีกละ)
2. ไม้ขีด 4-5 กล่อง
3. มีด
4. กรวยกรอกน้ำ

วิธีทำ
1. เจาะลูกเทนนิสเป็นรูแล้วเอากรวยใส่เข้าไป
2. เลาะหัวไม้ขีดออก แล้วรวบรวมไว้
3. เอาผงที่ได้จากหัวไม้ขีดเทเข้าไปให้เต็มลูกเทนนิส
4. ตัดข้างๆกล่องไม้ขีด (ที่เราใช้ขูดเวลาจุดไฟ) ออกมา แล้วสอด/แปะ เอาไว้ที่รู (ระวังตูม)

เวลาใช้ก็ขว้างไปตรงๆ แล้วมันก็จะตูม (โอกาส 50/50 ถ้าอัดแน่นไป หรือไม่แน่นเลย ถ้าพอดีๆระเบิดแหงๆ)
เห็นมะ งี่เง่ามากเลย ใช้ไล่หมาได้ ไล่คนดี ถือไม่ดีมือแหกอีกเหมือนกัลล์

ระเบิดงี่เง่า 3 งี่เง่าน้อยลงหน่อย
อุปกรณ์ที่ต้องใช้
1. ถ่าน AA
2. ขวดน้ำพลาสติก (ฝาเกลียว)
3. ค้อน
4. ตะปู
5. ถาดอะลูมิเนียม
6. ถุงมือ
7. น้ำยาล้างแผล (ไฮโดรเจนเปอออกไซด์ H2O2)

วิธีผสม
1. เอาถ่าน AA มาตั้งไว้ ใช้ตะปูตอกขั้วลบให้เปิดออก แล้วงัดเอาไส้ในออกมา ให้เป็นแท่งๆ เป็นเศษๆ ไม่ดี ระวังกรดซัลฟิวริคในถ่านให้ดี ควรใส่ถุงมือ
2. เอาไส้ถ่านใส่ถาดอะลูมิเนียมไว้ ไปตากแดด 1 ชม. ให้น้ำกรดระเหยออกไป
3. เอาน้ำยาล้างแผลเทใส่ขวดน้ำ สัก 2 นิ้ว
4. เทไส้ถ่านใส่ขวดที่มีน้ำยาล้างแผลแล้ว เขย่า 1 ครั้งแรงๆ คว้างไปไกลตัว

อานุภาพ
คล้ายๆระเบิดจากตะกั่วกะน้ำยาล้างห้องน้ำนั่นแหละ สามารถโยนฝากระติกน้ำขึ้นชั้น 3 ได้สบายๆ

ข้อควรจำในการผสมระเบิด

การผสมระเบิดทุกลูก ทุกชนิด ต้องทำภายใต้การป้องกันดังนี้
1. ระเบิดที่ผสมขึ้นจากการไนเตรตของกรดต่างๆ จะทำให้เกิดก๊าซที่มีพิษ เช่น การทำ RDX ที่ต้องใช้ กรดซัลฟิวริด 98% ไนเตรตกับ โปแตสเซียมไนเตรต หรือ โซเดียมไนเตรต เพื่อผลิตกรดไนตริค 100% จะทำให้เกิดก๊าซ ไนโตรเจน ไทรอ๊อกไซด์ หากสูดดมจะเกิดอาการวิงเวียน อ้วกแตกอ้วกแตน ปวดหัวม๊ากมาก หรืออาจเสียชีวิต ตายหร่าได้ง่ายๆ จึงควรผสมระเบิดเฉพาะในที่ที่มีอากาศถ่ายเทดีมากเท่านั้น (ควรใส่หน้ากากกันก๊าซพิษด้วย)
2. สารเคมีหลายอย่างมีความสามารถ ซึมผ่านผิวหนังได้ เช่น ไนโตรกรีเซอรีน ถ้าซึมผ่านจะเกิดอาการคล้ายๆข้อ 1 ดังนั้นจึงควรสวมถุงมือทุกครั้งที่จับต้องสารเคมี
3. สารตั้งต้นของระเบิด เช่น RDX ที่ใช้ในการทำ C - C4 นั้น ระเบิดง่าย ยิ่งในตอนผสมยิ่งอันตราย เพราะการไนเตรตแต่ละทีจะเกิดความร้อน อาจตูมได้ทุกเมื่อ ดังนั้น ถาดที่ใช้ในการไนเตรต ต้องแช่อยู่ในอ่างน้ำแข็ง (มีน้ำครึ่งหนึ่ง) ที่มีความสูงมากกว่าถาด 2 เท่าขึ้นไป ถ้าอุณหภูมิขณะไนเตรตเกิดสูงเกินกำหนด จะได้กดถาดลงอ่างน้ำแข็งไปเลย เสียของดีกว่าเสียแขน จริงไหม?
4. การผสมระเบิดผิดกฎหมายนะจ๊ะ คนที่จะทำคือคนที่ยอมผิดกฎหมายเพื่อความรู้ ถ้านิ้วหาย มือหายเอาผิดใครไม่ได้นะจ๊ะ
5. วัตถุระเบิดที่ผสมเสร็จแล้ว มีอายุและสภาพแวดล้อมการเก็บต่างกัน ถ้าใครผสมแล้วเก็บนาน อาจด้าน หรือคลังแสงหลังบ้านอาจหายไปในคืนต่อมา (ระเบิดเอง) ดังนั้นควรทดลองทันทีที่ทำเสร็จ และผสมแต่พอใช้ (อย่าลืม ผมไม่ได้เผยแพร่ให้เอาไปใช้ในงานสงครามหรือก่อวินาศกรรม ฉะนั้นระเบิดที่เอาขึ้น blog จะมีอายุสั้น ระเบิดง่าย ด้านง่าย อย่างใดอย่างหนึ่ง คนที่จะเอาไปก่อการจะทำได้ยากมาก (วิ่งๆอยู่ตูมใส่มือได้นะจ๊ะ) จึงควรทดลองว่ามันระเบิดได้จริงๆเพื่อเป็นการศึกษา แล้วพอเท่านั้น)
6. การผสมระเบิดต้องใช้ความรู้ทางเคมีสูง ผู้ที่จะศึกษาจริงจังควรเรียนสารเคมีในระดับมหาวิทยาลัยโดยตรง (ถึงผมจะเรียนอักษรก็ผสมได้ แลกกับความเสี่ยงที่ยินดีสละ)


วิธีทำ TNT ใน 15 ขั้นตอน!

1. ผสมกรดไนตริก 57% + ซัลฟิวริค 43% ลงในบิกเกอร์ แล้วผสมกรดซัลฟิวริค 76% + กรดไนตริก 23% + น้ำ 1% ลงในบิกเกอร์อีกอันหนึ่ง
2. เอาบิกเกอร์อีกอัน (ว่างๆ) วางไว้ในถาดน้ำแข็ง + น้ำ (ให้น้ำ+น้ำแข็งในอ่างสูงพอที่สามารถกดบิกเกอร์ให้จมลงไปในอ่างได้)
3. เทสารในบิกเกอร์ที่ 2 ลงไปในบิกเกอร์แช่น้ำแข็ง 10 กรัม
4. เททอลยูอีนลงไป 10 กรัม แล้วคนสารให้เข้ากันสัก 10 นาที
5. ยกบิกเกอร์ออกมาแล้วเอาไปให้ความร้อนจนถึง 50 องศาเซลเซียส คนให้สม่ำเสมอตลอดเวลาที่สารได้รับความร้อน อุณหภูมิต้อง 50 องศาพอดีเดี๊ยะ
6. เอาสารในบิกเกอร์ที่สองมา 50 กรัม แล้วเทใส่เข้าไปขณะที่สารในบิกเกอร์กำลังรับความร้อน ให้อุณหภูมิสูงขึ้นถึง 55 องศา แล้วจะมีน้ำมันก่อตัวขึ้นที่ผิวบนของสาร
7. คงอุณหภูมิไว้ที่ 55 องศาเป็นเวลา 12 นาที แล้วย้ายบิกเกอร์ไปลงอ่างน้ำแข็ง ให้อุณหภูมิลดลงถึง 45 องศา น้ำมันที่ผิวสารจะไปกองที่ก้นบิกเกอร์แล้วเราก็ดูดเอาสารออกให้หมด เหลือไว้แต่น้ำมันนั่นเท่านั้น
8. เอาสารในบิกเกอร์ที่สองของข้อแรกมาเพิ่มลงไปอีก 50 กรัม โดยเทลงไปบนน้ำมันที่เหลืออยู่ แล้วเอาไปให้ความร้อนที่ 83 องศา แล้วคงไว้ครึ่งชั่วโมง
9. เอาบิกเกอร์ออกมาใส่ถาดน้ำแข็งให้อุณหภูมิตกลงที่ 60 องศาแล้วคงไว้อีกครึ่งชั่วโมง คราวนี้จะมีน้ำมันเพิ่มขึ้นมากองที่ก้นบิกเกอร์ แล้วเราก็เดรนสารข้างบนออกเหมือนเดิม
10. คราวนี้เติมกรดซัลฟิวริคลงไป 30 กรัม แล้วเอาไปค่อยๆให้ความร้อน ย้ำว่าค่อยๆนะ ต้องทำให้สารมีอุณหภูมิ 80 องศา แต่ต้องค่อยๆเพิ่มอุณหภูมิอย่างช้าๆ
11. พอสารร้อนได้ที่ (80องศา) ให้เพิ่มสารจากบิกเกอร์แรกในข้อ 1 ลงไป 30 กรัม หลังจากนั้นเพิ่มอุณหภูมิเป็น 104 องศา! คงไว้อย่างนั้น 3 ชม.
12. หลังจากนั้นลดอุณหภูมิลงที่ 100 องศา แล้วคงไว้ 30 นาที
13. คราวนี้เราก็เดรนน้ำมันออกจากสารในบิกเกอร์ เอาลงไปล้างในน้ำอุ่น
14. คนน้ำที่เราเอาลงไปล้างอย่างสม่ำเสมอ สักพัก TNT ก็จะเริ่มแข็งตัวขึ้น
15. คราวนี้เทน้ำเย็นลงไปเลย TNT ที่แข็งตัวจะกลายเป็นสะเก็ดเม็ดๆ เอาไปเก็บ ใช้ ทำลายตามสบาย แต่ใช้อย่างระวัง!!!

*** อย่าลืม สัดส่วนต่างๆ ต้องผสมอย่างแม่นยำ % ต่างๆให้เป็น%ของ น้ำหนัก + ห้ามประมาณอุณหภูมิเอาเองเด็ดขาด ใครอ่อนเคมีห้ามลองทำ

ระเบิดพิฆาตคอมพ์ (รุ่นเก่า)

หลังจากไปฝึกในนรกมานานก็ได้กลับมาอีกครั้ง ตอนนี้เอาระเบิดกระจอกไปก่อนแล้วกัน ตอนนี้กำลังศึกษาเรื่องการก่อกวนและทำลายอยู่ แล้วยังต้องเรียนวิธีผลิตปืนอีกด้วย -*- มัเยอะจิงว้อย

วิธีทำระเบิดสำหรับพังคอมพิวเตอร์ ง่ายกว่าเขียนไวรัสชาร์จไฟเยอะเลย

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
1. ไม้ขีด 1 กล่อง
2. แผ่น A: 1.44 เม๊กฯ 3.5 นิ้ว
3. สีข้างกล่องไม้ขีด (ส่วนที่ใช้สีให้ไม้ขีดติดไฟ)
4. ตะไบเล็บ

วิธีทำ
1. ตะไบผงไม้ขีดออกจากตัวไม้
2. แก้ดิสก์ออกมา เก็บส่วนต่างๆไว้ให้ดี
3. ลอกแผ่นผ้าบางๆขาวๆออก
4. เอาแผ่นสีข้างของกล่องไม้ขีดไปแปะไว้บนแผ่นแม่เหล็ก (สีดำทั้งแผ่น ตรงไหนก็ได้)
5. เอาผงไม้ขีดไปโรยไว้ข้างๆ (ทับเลยก็ได้) แผ่นจุดไม้ขีด
6. เอาแผ่นเข้าไปประกอบกันให้เหมือนเดิม (ยากที่สุดในการทำระเบิดชนิดนี้เลยล่ะ -*-)
7. เอาไปให้เป้าหมายเปิดในคอมพ์

การทำงาน
เมื่อเป้าหมายทำอะไรสักอย่างให้ดิสก์เริ่มทำงาน เช่น เข้า my computer / โหลด a: / boot เครื่องจาก a: จากแม่เหล็กในดิสก์ก็จะหมุน ลากเอาแผ่นจุดไฟไปสีกับผงไม้ขีด แรงระเบิดแค่ไฟลุก 1 วินาที ความร้อนแค่พอลวกมือ แต่การที่ไประเบิดในช่อง A: จะทำให้แรงดันแรงขึ้นเยอะ พอที่จะเผา A: ได้ทันที และลามไปส่วนอื่นด้วย

วิธีเพิ่มคุณภาพ
เอางี้นะ เปลี่ยนหัวไม้ขีดเป็นไนโตรกรีเซอรีนละกัน พอร้อนๆเข้ามันก็ตูมเหมือนกัน แต่อย่ากระแทกแผ่นแรงล่ะ แหลกทั้งมือเลยนะ -*- ถ้าใช้ RDX ล่ะก็ ควรเพิ่มเข้าไปในชุดไม้ขีดด้วย เพื่อให้เมื่อไม้ขีดติดไฟ ไฟก็จะจุดระเบิดตัว RDX ต่อ ทำให้ระเบิด (อยากเห็นเครื่องคอมพฯกระโดดไหมล่ะ? ตอนทดสอบก็ใช้วิธีนี้แหละ เครื่องกระโดดดึ๋ง)

เอาไว้ดูเล่น เพื่อเกิดคิดสั้นขึ้นมาจะได้หาวิธีถูก

Credit: เว็บบิทแห่งหนึ่ง
 
ปล. ผมลองทำไปหลายอันละ